จากห้องแถวมหาสารคาม สู่หุ้นบิวตี้หมื่นล้าน เส้นทางโตไม่หยุดของ ‘EVEANDBOY’

จากห้องแถวมหาสารคาม สู่หุ้นบิวตี้หมื่นล้าน เส้นทางโตไม่หยุดของ ‘EVEANDBOY’

หากพูดถึงร้านความสวยความงามในห้างที่ไปที่ไหนก็เจอ แถมยังนำเข้าสินค้าราคาเป็นมิตร เข้าถึงทุกช่วงวัย ยังไงก็ต้องนึกถึง ‘EveandBoy’ ร้าน Multibrand เครื่องสำอางและความสวยความงาม สีชมพูแจ๋นผสมสีดำที่มองเห็นได้ทันที

ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กมัธยมที่เพิ่งเริ่มรักสวยรักงาม วัยทำงานที่กำลังมองหาสกินแคร์ราคาดี น้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ หรือคนที่อยากลองอุปกรณ์ทำผม ร้าน EveandBoy เป็นอีกหนึ่งร้านที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกมิติความงาม และภาพลักษณ์ที่เราหลาย ๆ คนมีต่อร้าน ‘สะดวกสวย’ แห่งนี้ ก็คือ Vision ของผู้บริหารด้วยเช่นเดียวกัน

จุดกำเนิด

EveandBoy เริ่มมาจากสองพี่น้องตระกูลต้นมิตร คุณอีฟ-สุธาวัลย์ ต้นมิตร และ คุณบอย-หิรัญ ต้นมิตร ทั้งสองอยู่ในครอบครัวที่มีกิจการขายของใช้ทั่วไปในจังหวัดมหาสารคามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ในตอนนั้นร้านค้าแห่งนี้ใช้พื้นที่ห้องแถว 2 ห้อง ภายใต้ชื่อ ‘สารคามซูเปอร์มาร์เก็ต’

จุดเปลี่ยนที่น่าจะทำให้ทั้งสองพี่น้องรู้สึกอยากทำร้าน EveandBoy ขึ้นมา ไม่ใช่เพราะอยากขยายสาขาร้านเดิมแต่อย่างใด แต่มองเห็นโอกาสว่า ในขณะที่กำลังขายของที่สารคามซูเปอร์มาร์เก็ต สิ่งที่ขายดีที่สุดกลับไม่ใช่ของใช้ทั่วไป แต่อยู่ในหมวด ‘ความสวยความงาม’ อีกทั้งเขามองเห็นว่าสินค้าประเภทนี้ใช้พื้นที่จัดวางไม่เยอะ สามารถเก็บไว้ได้นาน และอัตรากำไรก็สูงกว่าสินค้าชิ้นอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลชุดนี้นี่เองที่จุดประกายฉายภาพให้สองพี่น้องเริ่มฮั้วกันทำแบรนด์ที่เน้นเฉพาะเครื่องสำอางขึ้นมา และก็มาจบที่ชื่อเล่นของทั้งสองคน นั่นคือ ‘EveandBoy’ (อีฟ และ บอย)

แน่นอนว่าสาขาแรกของร้านตั้งอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม และใช้เวลาสร้างชื่อเสียงและสั่งสมประสบการณ์กว่า 4 ปีก่อนเริ่มขยายสาขาที่สองไปที่ขอนแก่น ทว่าในตอนนั้นร้านก็ยังไม่ถือว่านิยมในหมู่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นที่รู้จักในภาคอีสานมากกว่า จนกระทั่งได้ขยายสาขาไปที่สยามสแควร์ในปี 2012 เหมาะเจาะกับการเป็นช่วงที่โซเชียลมีเดียกำลังบูม ใครเห็นว่าดีก็ถ่ายรูปรีวิว มีการเมนชันถึงแบบปากต่อปาก (หรืออาจจะเรียกว่าโพสต์ต่อโพสต์ก็ได้) จนเกิดเป็นกระแสและได้กลายเป็นหนึ่งในร้านยอดนิยมในที่สุด

ทำไมใคร ๆ ก็นึกถึงร้านนี้ จุดเด่นคืออะไร ?

แน่นอนว่าร้านก็มีคู่แข่งมากมาย ทั้งที่เป็นสาขาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านนำเข้าเครื่องสำอางจากญี่ปุ่น เกาหลี จีน สหรัฐฯ แต่ EveandBoy ก็ยังยืนหยัดมาจนปัจจุบัน นับจากวันที่เปิดสาขาแรกก็ 17 ปีมาแล้ว ผ่านพ้นช่วงพิษเศรษฐกิจมาพอสมควร โดยเฉพาะช่วงโควิด 19 ที่ดูเหมือนจะทำยอดขายร่วงหลายเท่า แต่ก็ยังยืนหยัดมาได้ตลอด

จุดเด่นของร้านที่ทำให้ผู้บริโภคนึกถึงเสมอ ๆ คือเรื่อง ‘ราคา และความครบในทุก ๆ หมวดหมู่ความงาม’ เพราะมั่นใจเลยว่าเวลาเรานึกถึงการเลือกซื้อเครื่องสำอางที่ราคาจับต้องได้ เรามักจะนึกถึง EveandBoy หรือเวลาที่อยากได้สินค้าที่ราคาสูงขึ้นไปหน่อย ทางร้านก็มีให้ครบ อารมณ์เหมือน 7-11 สาขาหมวดความงามได้เลย อีกทั้งสินค้ายังเป็นสินค้าแบรนด์ official ที่มักมีโปรโมชั่นเฉพาะที่ EveandBoy ทำให้ลูกค้ามั่นใจ ไว้ใจ และได้ของดีเหล่านี้ในราคาที่คุ้มค่าเกินจ่าย

แต่ถ้าเขียนแบบนี้อาจจะรู้สึกว่าใคร ๆ ก็เขียนได้ ดังนั้นถ้าให้มองที่ตัวเลข ผลประกอบการเต็มปี 2568 EveandBoy ทำรายได้รวมตลอดปี 5,339 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 913 ล้านบาท (+20.64%) จาก 4,425 ล้านบาทในปี 2567

และสำหรับผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 นี้ รายได้รวมไปแล้วที่ 2,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 392 ล้านบาท (+16.54%) จาก 2,370 ล้านบาทในปี 2568

จากร้านเล็ก ๆ ในมหาสารคาม สู่ตลาดหุ้น !

EveandBoy เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในชื่อย่อหุ้น ‘EB’ แล้วด้วย เตรียมขายหุ้น IPO ไม่เกิน 170.35 ล้านหุ้น (คิดเป็น 25.05% ของบริษัท) ราคาพาร์อยู่ที่ 0.50 บาท

โดยเงินที่ได้จากการระดมทุน จะนำไปขยายสาขาเพิ่มขึ้น โดยมีแพลนเปิดสาขาเพิ่ม 33 สาขาในปีนี้ และปีหน้าอีก 35 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 71 สาขาทั่วประเทศ

ย้อนกลับไปในวันที่เริ่มสตาร์ต ใครจะคิดว่าร้านขายเครื่องสำอางเล็ก ๆ ในวันนั้น จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของโต๊ะเครื่องแป้งและกระเป๋าเครื่องสำอางของคนไทยแทบทุกบ้าน

วันนี้ EveandBoy กำลังก้าวสู่เวทีใหญ่อย่างตลาดหลักทรัพย์ฯ ทว่าหัวใจสำคัญที่พาแบรนด์มาไกลถึงจุดนี้ยังคงเหมือนเดิม คือการเป็นพื้นที่ที่เปิดประตูต้อนรับทุกคนให้สนุกกับการดูแลตัวเองในราคาที่จับต้องได้ และก้าวต่อไปในชื่อ ‘EB’ ย่อมเป็นบทพิสูจน์ใหม่ที่น่าจับตา ว่าอาณาจักรสีชมพู-ดำแห่งนี้ จะต่อยอดนิยามความสวยให้เติบโตไปได้ไกลอีกแค่ไหน

เรื่องที่คุณอาจสนใจ