คุณทราย ภัทรพร กับ BUNKER เมื่อศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่แค่บนผืนผ้าใบ

คุณทราย ภัทรพร กับ BUNKER เมื่อศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่แค่บนผืนผ้าใบ

ถ้ามองจากเส้นทางการทำงานของ คุณทราย-ภัทรพร ประทุมฝาง ผู้ก่อตั้ง BUNKER แพลตฟอร์มสร้างสรรค์ประสบการณ์และเชื่อมโยงผู้คนด้วยศิลปะ อาจไม่มีจุดไหนที่ดูเหมือนจะพามาสู่การเป็นศิลปินได้เลย

คุณทรายเรียนปริญญาตรีด้านปรัชญา-การเมืองที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนต่อปริญญาโทด้านการสื่อสาร จากนั้นเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเส้นทางมาทำงานด้าน Branding และ Marketing ก่อนเข้าสู่อุตสาหกรรมการเงิน และทำงานด้านการสื่อสารองค์กรกับ EXIM BANK

แต่ศิลปะไม่เคยหายไปจากชีวิต เพียงแต่ในตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าจะสามารถทำงานศิลปะเป็นอาชีพได้ เพราะศิลปะยังดูเป็นเส้นทางที่สร้างความมั่นคงได้ยาก จึงเลือกเดินเข้าสู่โลกขององค์กรและเก็บความชอบเรื่องศิลปะไว้กับตัวเองมาตลอด

จนกระทั่งโควิดเข้ามาเปลี่ยนจังหวะชีวิตของหลายคน รวมถึงคุณทรายด้วย

“ตอนโควิด เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น แล้วก็คิดว่า ถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งที่ชอบหรือใช้เวลากับมันเลยสักครั้ง มันคงเสียดายมาก ถ้าเกิดโควิดแล้วเราตายไป มันจะเป็นยังไง”

คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณทรายหันกลับมาให้เวลากับงานศิลปะมากขึ้น โดยในช่วงนั้นเริ่มจากการวาดภาพ Abstract ที่พูดถึงความมืดมนของโลกของช่วงโควิด การอยู่คนเดียว และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องแยกออกจากกัน ผลงานถูกโพสต์ผ่าน Social Media ก่อนจะไปเข้าตา Art Curator ต่างชาติ และนำพาไปสู่โอกาสในการจัดแสดงผลงานครั้งแรกที่มิลาน ประเทศอิตาลี

จากวันนั้นผลงานของคุณทรายก็ได้เดินทางไปอีกหลายเมืองทั่วโลก ทั้งโตเกียว บาร์เซโลนา ฟลอเรนซ์ ลอนดอน และปารีส โดยในช่วงแรกยังเป็นการจัดแสดงร่วมกับศิลปินคนอื่น ๆ ขณะที่ยังคงทำงานประจำควบคู่กันไป เมื่อรายได้จากงานศิลปะเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจก่อตั้งสตูดิโอของตัวเอง

แต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่กลับเกิดขึ้นหลังจากไปงาน Wonderfruit

“เราไป Wonderfruit แล้วได้ฟังเพลงเพลงหนึ่ง มันทำให้เราตกตะกอนว่า ถ้าเราไม่ออกมาทำจริงจังไปเลย แล้วเรายังเหยียบโลกสองใบอยู่ มันอาจทำให้เราไม่ได้ทำมันเลย”

หลังกลับจากงานนั้น คุณทรายเดินเข้าไปที่ EXIM BANK และตัดสินใจลาออกจากงานประจำ จากคนที่เคยทำงานในองค์กรและสถาบันการเงิน จึงกลายมาเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว

จากงานศิลปะบนผืนผ้าใบ สู่ Live Painting และ Performance

การเดินทางไปจัดแสดงงานในหลายประเทศทำให้ได้เห็นว่าคนแต่ละที่อาจมีวิธีมองงานศิลปะต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ผู้คนเปิดรับงาน Abstract และให้ความสำคัญกับแนวคิดเบื้องหลังผลงาน

“มันจะมีความต่างในความเหมือน คนกลุ่มนี้ค่อนข้างเปิดใจกับภาพ Abstract แล้วก็ให้คุณค่ากับคอนเซ็ปต์และศิลปินที่ทำงานนั้นออกมา”

ความแตกต่างที่เห็นชัดจึงอยู่ที่วิธีการรับชมมากกว่า

“คนอิตาลีเวลามองงานศิลปะ เขาจะชวนกันพูดคุยถึงงาน แต่ฝั่งญี่ปุ่นจะตรงกันข้าม เขาจะยืนดูนิ่ง ๆ เงียบ ๆ แล้ววิเคราะห์ในใจคนเดียว”

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้มุมมองต่องานศิลปะค่อย ๆ เปลี่ยนไป งานศิลปะไม่จำเป็นต้องจบลงที่ภาพบนผืนผ้าใบ หนึ่งในงานที่ทำให้เห็นภาพนั้นชัดขึ้นคือ Live Painting การวาดภาพแบบ Real-time ต่อหน้าผู้ชม รวมถึงการทำงานกับพื้นที่และร่างกายของหุ่นแบบ

เมื่อผู้ชมไม่ได้แค่ยืนดูผลงานที่เสร็จแล้ว แต่ได้เห็นกระบวนการสร้างงานไปพร้อมกับศิลปิน งานศิลปะจึงกลายเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

“เรารู้สึกว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่บนผ้าใบ มันคือการสร้างประสบการณ์ร่วมกันระหว่างคน พื้นที่ และศิลปิน แล้วมันถึงเกิดเป็นงานศิลปะขึ้นมา”

จากตรงนั้น งานจึงค่อย ๆ ขยายไปสู่ Multidisciplinary Art ทั้ง Live Painting, Performance และ Creative Experience หนึ่งในผลงานล่าสุดคือ BETWEEN US & EARTH Live Art & Sound Performance ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2026 ณ Jim Thompson Art Center ในงาน Climate Citizen: เมืองนี้ เราลิขิต โดยทำงานร่วมกับ Microboat และ curated by BioReverb

ผลงานนี้นำ Live Painting, Sound, Nature และ Bio-signals มาทำงานร่วมกันแบบ Real-time ทำให้เสียง การเคลื่อนไหว ธรรมชาติ และการวาดภาพกลายเป็นประสบการณ์เดียวกัน

เส้นทางของงานศิลปะจึงค่อย ๆ เดินจาก Canvas – Performance – Experience และสุดท้ายกำลังพาไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่างานของศิลปินคนหนึ่ง นั่นคือ Community

เมื่อศิลปะกลายเป็นพื้นที่ให้คนมาเจอกัน

อีกหนึ่งมุมมองที่คุณทรายตกผลึกจากการทำงานศิลปะคือ ศิลปินเองก็คือนักสื่อสารคนหนึ่ง เพราะผลงานไม่ได้มีไว้แค่ให้คนดู แต่ต้องการทำให้คนคิดต่อและนำสิ่งที่เห็นไปต่อยอดได้

“ศิลปินคือนักสื่อสารคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะคือคนที่สร้างผลงานศิลปะขึ้นมาเพื่อให้คนได้คิดตาม หรือนำไปต่อยอด”

เมื่อมองศิลปะในมุมนี้ ขอบเขตของมันจึงกว้างขึ้น และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแกลเลอรีหรือบนผืนผ้าใบ แต่สามารถทำหน้าที่เชื่อมผู้คนเข้าหากันได้ด้วย นี่จึงเป็นที่มาของ BUNKER Creative & Cultural Platform ที่ก่อตั้งขึ้นร่วมกับ Co-Founder อีก 2 คน

BUNKER ไม่ได้วางตัวเองเป็นเพียง Event Organizer หรือพื้นที่จัดงาน แต่ต้องการเป็นพื้นที่ที่คนจากหลากหลาย Subculture เข้ามาเจอกัน ตั้งแต่ Art, Music, Fashion, Vintage, Design, Food, Wellness ไปจนถึง Sustainability

“เราไม่ได้อยากเป็น Event Space หรือตลาดที่คนมาซื้อของแล้วกลับบ้าน แต่อยากให้คนมาค้นพบอะไรใหม่ ๆ มาทดลอง มาแลกเปลี่ยน แล้วก็สร้าง Community”

แนวคิดของ BUNKER จึงถูกวางผ่าน 3 Pillars หลัก ได้แก่ Sub Culture, Sustainability และ Wellness ซึ่งแม้จะดูเป็นคนละเรื่อง แต่มีศิลปะและดนตรีเป็นตัวเชื่อม

Sub Culture คือการเปิดพื้นที่ให้ศิลปิน นักดนตรี และวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ ได้มีโอกาสพบกับคนกลุ่ม Mainstream มากขึ้น ส่วน Sustainability คือการนำเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาเชื่อมกับงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการ Upcycle หรือการทำให้คนกลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว ขณะที่ Wellness ในแบบของ BUNKER ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องจริงจังเสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นผ่าน Art, Music, Food, Movement, Play หรือ Community

เพราะบางครั้งการกลับมาอยู่กับตัวเองอาจเริ่มต้นง่าย ๆ จากการได้ลองทำอะไรบางอย่างที่ไม่เคยทำ หรือได้เจอคนที่มีความสนใจเหมือนกัน

BUNKER วัดความสำเร็จจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจบงาน

BUNKER ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2569 และตลอดช่วงที่ผ่านมาได้จัดงานมาแล้ว 3 ครั้ง ตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้า ศูนย์การค้า 1981 ไปจนถึงเอสพลานาด โดยงานแรกมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1,000 คนภายในหนึ่งวัน ซึ่งมากกว่าที่คาดไว้

“ตอนแรกเราก็ประหลาดใจนะ แต่ในขณะเดียวกันมันทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำ BUNKER ต่อไปให้ดีขึ้น”

แต่สำหรับ BUNKER จำนวนคนที่เข้าร่วมงานไม่ใช่คำตอบทั้งหมด สิ่งที่สำคัญกว่าคือ หลังจากคนเดินออกจากงานแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นต่อหรือไม่

“เรามองว่าความสำเร็จคือ เราสามารถทำให้คนที่เข้ามาเกิดแรงบันดาลใจใหม่ ๆ แล้วเกิด Community ขึ้นมาได้ไหม ทั้งผู้ชม ศิลปิน ธุรกิจ และพาร์ทเนอร์”

หากศิลปินมีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการจ้างงาน เกิด Collaboration ใหม่ ๆ หรือคนที่มาในงานรู้สึกอยากกลับมาอีก สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ BUNKER ให้ความสำคัญ

เมื่อความอินดี้ต้องเดินทางมาเจอกับความแมส

การเปลี่ยนจากศิลปินมาเป็น Founder ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ไอเดียที่ดีไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นธุรกิจที่ดีได้เสมอไป

“พอเรามาเป็น Founder เอง เราได้รู้ว่า แม้เราจะมีไอเดียดี ๆ มากมาย แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าไอเดียเหล่านั้นจะสามารถกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ได้จริง”

อีกเรื่องที่มองว่าสำคัญคือการหาจุดตรงกลางระหว่างความเป็น Indie กับ Mass

“บางทีเราอาจจะไม่ต้องเข้าหาความเป็นอินดี้มากเกินไป เราอาจจะต้องอยู่ตรงกลางให้ได้ระหว่างอินดี้และแมส เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ให้ได้มากขึ้น โดยที่ไม่ให้เสียตัวตนของตัวเอง”

ประสบการณ์กว่า 10 ปีใน Branding และ Marketing จึงถูกนำกลับมาเป็นส่วนสำคัญในการทำ BUNKER โดยเฉพาะการสร้าง Brand Experience ซึ่งคุณทรายลงมาดูแลด้วยตัวเอง พร้อมพูดติดตลกว่า “เรื่องนี้ตนจะไม่ปล่อยให้ใครมาแย่งทำแน่นอน” ก่อนจะหัวเราะออกมา

ถ้า BUNKER เป็นคนหนึ่งคน เขาจะเป็นคนแบบไหน?

คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่า BUNKER จะเป็นคนที่ชอบศิลปะและดนตรี เปิดกว้างกับสิ่งใหม่ ๆ กล้าทำสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน กล้ามองต่าง และกล้าตั้งคำถาม แต่ที่สำคัญคือ เป็นคนที่พยายามใช้ศิลปะ ดนตรี และงานดีไซน์ เพื่อทำให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Sustainability สำหรับ BUNKER ไม่ได้หมายถึงการทำแคมเปญเพื่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ Lifestyle ที่สามารถเริ่มได้จากเรื่องใกล้ตัว ตั้งแต่การเลือกซื้อของ การสนับสนุน Local Brand การนำสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการได้รู้จัก Community ที่มีแนวคิดคล้ายกัน

เมื่อถามว่าปัจจุบัน BUNKER เป็นอย่างที่คิดไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่ คำตอบคือ “เกินคาด”

จุดเริ่มต้นของ BUNKER ไม่ได้มาจาก Business Plan ขนาดใหญ่ แต่เริ่มจากการที่มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมาบอกว่า สถานีรถไฟฟ้าบางพื้นที่มีพื้นที่ว่าง ลองเอาไปทำอะไรดูไหม จึงกลับไปคิดและออกมาเป็นธีม New York Underground ซึ่งในตอนนั้นคุณทรายยอมรับว่า “อินดี้สุด ๆ”

แต่ผลตอบรับกลับดีเกินคาด

“เรารู้สึกแฮปปี้ที่เห็นคนที่มาร่วมงาน แล้วเขาสามารถเกิดการต่อยอดใหม่ ๆ และมี Community เกิดขึ้น”

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นมากกว่าจำนวนคนที่เดินเข้ามาในงาน เพราะแม้แต่เจ้าของพื้นที่เองก็ได้เห็นว่าพื้นที่ของเขาสามารถถูกใช้ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปได้ ถึงแม้จะมีทั้งความรู้สึก “ว้าว” กับ “อีหยังหว่า” ปน ๆ กันไป แต่ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยมันทำให้เขาได้รู้ว่า บนโลกใบนี้ยังมีอะไรแบบนี้อยู่

เป้าหมายต่อไป คือการพา BUNKER ออกไปเจอคนทั่วประเทศ

วันนี้ BUNKER เริ่มเป็นที่รู้จักในกรุงเทพฯ มากขึ้นแล้ว แต่เป้าหมายต่อไปไม่ได้หยุดอยู่แค่พื้นที่เดิม

“เราอยากเดินทางไปทั่วประเทศนะ เชียงใหม่ก็อยากไป ภูเก็ตก็อยากไป หรือที่ไหนก็ได้ เพราะเราเชื่อว่าในทุก ๆ ที่น่าจะมีใครหลาย ๆ คนที่กำลังมองหาพื้นที่แบบนี้อยู่”

ทั้งศิลปิน ธุรกิจ ผู้ชม หรือแม้แต่ชุมชน ที่ BUNKER อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการสบับสนุน หากในอนาคตตนมี Community ที่แข็งแรงมากพอ พื้นที่นี้ (งานของ BUNKER) อาจช่วยต่อยอดสินค้าหรือเรื่องราวของแต่ละชุมชนให้มีมูลค่ามากขึ้นได้ผ่านงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์

จาก Canvas สู่ Performance จาก Performance สู่ Experience และจาก Experience สู่ Community เส้นทางของคุณทรายจึงไม่ได้จบลงด้วยการเลือกเป็นศิลปินแทนการทำงานองค์กร แต่กำลังขยายคำว่า “ศิลปะ” ออกไปให้กว้างกว่าเดิม

เพราะวันนี้ Canvas อาจไม่ได้เป็นเพียงผืนผ้าใบอีกต่อไป แต่คือ “พื้นที่และผู้คน” และ BUNKER ก็คือพื้นที่ที่ต้องการสร้างบทสนทนาใหม่ ๆ ระหว่างศิลปะ ผู้คน วัฒนธรรม เมือง ธรรมชาติ และตัวเราเอง

ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของคุณทราย ภัทรพร ประทุมฝาง กับเส้นทางจากโลกองค์กรสู่วงการศิลปะ และเรื่องราวเบื้องหลัง BUNKER แพลตฟอร์มที่เชื่อม Art, Subculture, Sustainability และ Wellness เข้าด้วยกัน พร้อมมุมคิดของคนทำงานสร้างสรรค์ที่เชื่อว่า “ศิลปะ” สามารถเป็นได้มากกว่าผืนผ้าใบ ในนิตยสาร Marketimes Asia ฉบับเดือนตุลาคม 2026

เรื่องที่คุณอาจจะสนใจ