Marketimes Asia เปิดตัวนิตยสารฉบับแรก ดึง “คุณจอน สิรพัฐ” ผู้บริหาร Dermond ขึ้นปก Cover Story

Marketimes Asia เปิดตัวนิตยสารฉบับแรก ดึง “คุณจอน สิรพัฐ” ผู้บริหาร Dermond ขึ้นปก Cover Story

กว่า 34 ปีของ Dermond ธุรกิจเครื่องประดับที่เติบโตมากับความเชื่อเรื่องคุณภาพ กำลังเดินเข้าสู่อีกบทของการเปลี่ยนแปลง เมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมมุมมองด้าน Design, Branding และ Consumer ให้กับธุรกิจเดิม

คุณจอน สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ ในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 กำลังพา Dermond ไปสู่เป้าหมายการเป็น Thai Global Fine Jewelry ด้วยการรักษา Craftsmanship ของไทยไว้ พร้อมเติม International Taste และ Design เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ และขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ

ก่อนเข้ามาทำ Dermond คุณจอนมีพื้นฐานด้านไหนมาบ้าง?

คุณจอนยิ้ม ก่อนเล่าว่าตนเรียน Industrial Design ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนได้ทำทั้ง Graphic, Branding, Product Design, Ceramic และ Textile หลังเรียนจบจึงเริ่มทำงานด้าน Agency และเก็บประสบการณ์อยู่ประมาณ 3 ปี ก่อนตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้าน Business Management ที่ Aston University ประเทศอังกฤษ และเรียนจบในปี 2012

หลังจากนั้นจึงกลับมาทำงานกับ Dermond อย่างจริงจังในปี 2014 ทำให้ก่อนเข้ามารับบทบาทในธุรกิจครอบครัว มีทั้งพื้นฐานด้าน Design และช่วงเวลาที่ได้ออกไปทำงานและเรียนรู้ด้วยตัวเองมาแล้ว

ตอนเข้ามาทำ Dermond จริงจัง สิ่งที่ต้องเจอในช่วงแรกคืออะไร?

ช่วงที่เข้ามาทำ ธุรกิจเครื่องประดับอยู่ในช่วงที่แตกต่างจากวันที่พ่อแม่เริ่มต้นธุรกิจมาก ตลาดไม่ได้เติบโตเหมือนในอดีต ขณะเดียวกัน Dermond เป็นธุรกิจที่มีประวัติยาวนานกว่า 30 ปี จึงมีทั้งวิธีคิดและวัฒนธรรมการทำงานที่ถูกสร้างขึ้นมานาน

โจทย์สำคัญคือการทำงานร่วมกันระหว่างคนแต่ละรุ่น ทั้งการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ การเปิดรับวิธีการใหม่ ๆ และการทำให้คนในองค์กรเห็นภาพเดียวกัน โดยยังรักษาสิ่งที่ Dermond สร้างมาได้ตลอดหลายสิบปี

แล้วอะไรคือสิ่งที่อยากรักษาไว้มากที่สุด?

น้ำเสียงของคุณจอนหนักแน่นขึ้นเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

“Quality Focus” คือสิ่งที่อยากรักษาไว้ เพราะสำหรับ Dermond แล้ว เครื่องประดับแต่ละชิ้นเป็นผลงานที่ตั้งใจทำออกมาให้มีคุณภาพและมีความสวยงามในแบบของตัวเอง

เขามองว่าเครื่องประดับก็เหมือนงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้ และแต่ละชิ้นสะท้อนความตั้งใจของคนทำงาน รวมถึงความพยายามของพ่อแม่ที่สร้าง Dermond ขึ้นมาด้วย

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องเติมเข้ามาคือเทคโนโลยี วิธีการทำงาน และการทำความเข้าใจผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยแก่นเรื่องคุณภาพยังคงต้องอยู่เหมือนเดิม 

เป้าหมายของ Dermond ในวันนี้คืออะไร?

คุณจอนตอบอย่างชัดเจนว่าอยากให้ Dermond แข็งแรงขึ้นในฐานะ Thai Global Fine Jewelry และนำความสามารถด้าน Craftsmanship ของไทย รวมถึง Taste และ Design มาสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทย

เขายังต้องการให้ Dermond ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ผ่านผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันของ Craftsmanship ไทย และเติม Design เข้าไปให้เกิดความร่วมสมัยมากขึ้น

ปัจจุบัน Dermond มีลูกค้าต่างชาติจากหลายประเทศ โดยเฉพาะในโซนตะวันออกกลาง เช่น Qatar, Saudi Arabia, Bahrain, Kuwait และ UAE เป็นต้น โดยตอนนี้มีสาขาอยู่ทั้งใน Kuwait และ Qatar ขณะที่ฐานลูกค้าหลักของ Dermond ยังคงเป็นคนไทยประมาณ 70%

การทำตลาดต่างประเทศทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องลูกค้าหรือไม่?

การขายให้กับลูกค้าต่างประเทศทำให้เห็นว่าคนแต่ละตลาดมีรสนิยมและวิธีมองสินค้าแตกต่างกัน ขณะเดียวกัน Dermond ก็ต้องเข้าไปทำความเข้าใจว่าแต่ละคนใช้ชีวิตอย่างไร มี Lifestyle แบบไหน และแบรนด์จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร

สำหรับ Dermond การมี International Taste จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องสามารถขายในตลาดต่างประเทศได้ พร้อมกับ Serve คนไทยที่มีความทันสมัยและมีรสนิยมหลากหลายขึ้น 

วันนี้คนไทยมองเครื่องประดับเปลี่ยนไปอย่างไร?

คุณจอนยิ้มก่อนเล่าว่า คนไทยเริ่มมองเครื่องประดับในฐานะส่วนหนึ่งของ Lifestyle และความสุขของตัวเองมากขึ้น ความหมายของเครื่องประดับจึงอาจเกิดจากประสบการณ์และความทรงจำของแต่ละคน

มุมมองเรื่อง Luxury ก็หลากหลายขึ้นเช่นกัน อาจเป็นอาหาร การเดินทาง เวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง หรือสิ่งของที่เราอยากเป็นเจ้าของ

แล้วประสบการณ์ในร้านเครื่องประดับควรเป็นอย่างไร?

ลูกค้าควรรู้สึกผ่อนคลายเมื่อเข้าร้าน สามารถเดินดู ลองสินค้า และเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างอิสระ โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกกดดันให้ต้องซื้อ

สำหรับร้านเครื่องประดับ ความ Luxury มีอยู่ในตัวสินค้าและพื้นที่อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องสร้างเพิ่มคือความมั่นใจผ่านความเป็นมืออาชีพ การบริการ และมาตรฐานของสินค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกดีกับประสบการณ์ที่ได้รับ 

จาก Dermond มาถึง Another Way We Speak จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นอย่างไร?

สีหน้าของคุณจอนสดใสขึ้นเมื่อเล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ว่า ตอนนั้นอยากได้เครื่องประดับเงินที่ตรงกับความชอบของตัวเอง แต่หาแบบที่ต้องการไม่ได้ จึงลองทำขึ้นมาเอง

เมื่อเพื่อนเห็นก็ชอบและถามว่าสามารถซื้อได้หรือไม่ จากจุดนั้นจึงเริ่มมองเห็นโอกาสในการทำแบรนด์ของตัวเอง และกลายมาเป็น Another Way We Speak

: แสดงว่า Another Way We Speak เนี่ยจะมีความเป็นตัวตนของคุณจอนมากขึ้น?

“ใช่ครับ”

สิ่งสำคัญคือการได้ “พิสูจน์ Idea ของเรา” ผ่านผลงานจริง ว่าสิ่งที่คิดและออกแบบสามารถพัฒนาไปเป็นสินค้าและธุรกิจได้ 

การมีแบรนด์ของตัวเองช่วยให้เห็นอะไรจากผู้บริโภคบ้าง?

Another Way We Speak ทำให้ได้เห็นผู้บริโภคในอีกมุม โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาสนใจงาน Silver และลวดลายที่มีความเป็นไทย

ประสบการณ์เหล่านี้ย้อนกลับมาเป็นมุมมองที่ช่วยให้เข้าใจ Dermond กว้างขึ้น ทั้งเรื่องของลูกค้า การออกแบบ และการนำความเป็นไทยไปสื่อสารกับตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบัน Another Way We Speak มี 6 สาขา และกลายเป็นพื้นที่ที่ได้ทดลองความคิด เรียนรู้จากลูกค้าจริง และพิสูจน์ว่างานที่เชื่อสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจได้

คุณจอนให้ความสำคัญกับการ Collaboration อย่างไร?

มองว่า Collaboration ที่ดีควรทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา โดยแต่ละแบรนด์นำมุมมองของตัวเองมาพัฒนาร่วมกัน

หนึ่งในตัวอย่างคือการทำงานร่วมกับ POEM ซึ่งพัฒนาคอลเลกชัน Duet ร่วมกัน โดยใช้เวลาเกือบ 1 ปีตั้งแต่การคิด Design ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะต้องการให้ผลงานที่ออกมามีความลงตัวและสะท้อนความตั้งใจของทั้งสองแบรนด์ 

อะไรทำให้คุณจอนเชื่อว่าแบรนด์ไทยสามารถไปตลาดโลกได้?

น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นอีกครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องนี้

ไทยมีทั้งฝีมือ Craftsmanship และความสามารถในการสร้างงานที่มีรายละเอียดยิบย่อย สิ่งที่ต้องทำคือเติม Taste และ Design เข้าไป เพื่อให้ความสามารถเหล่านั้นถูกสื่อสารออกมาในรูปแบบที่เข้าถึงตลาดโลกได้

เป้าหมายของ Dermond จึงเป็นการรักษาความเป็นไทยและเชิดชู Craftsmanship ของไทย ขณะเดียวกันก็พัฒนาแบรนด์ให้ร่วมสมัย และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศได้ 

มองกลับไปตั้งแต่วันที่เข้ามาทำธุรกิจครอบครัว วันนี้รู้สึกอย่างไร?

คุณจอนยิ้มเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงช่วงแรกที่เริ่มทำ Dermond เพราะเป็นธุรกิจที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก และเป็นสิ่งที่พ่อแม่สร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจ

การได้ออกไปเรียน ทำงาน และสร้างประสบการณ์ของตัวเอง ก่อนกลับเข้ามาทำธุรกิจครอบครัว ทำให้วันนี้สามารถมอง Dermond ด้วยมุมที่กว้างขึ้น ขณะเดียวกัน Another Way We Speak ก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้ได้ทดลองความคิดของตัวเอง และเรียนรู้จากผลงานที่เกิดขึ้นจริง

สำหรับคนรุ่นใหม่ในธุรกิจครอบครัว การมีพื้นที่ให้ทดลองความคิดและพิสูจน์ผ่านผลงานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลงานจะเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าความคิดนั้นจะเดินต่อไปได้ไกลแค่ไหน

Another Way จึงเป็นอีกหนทางของการเรียนรู้และพิสูจน์ตัวตน ผ่านผลงานที่จับต้องได้ ก่อนนำประสบการณ์เหล่านั้นกลับมาต่อยอด Dermond ให้เดินต่อไปได้ไกลกว่าเดิม

ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของคุณจอน สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ กับเรื่องราวเบื้องหลัง Dermond และมุมคิดของคนรุ่นใหม่ที่กำลังพาธุรกิจเครื่องประดับไทยสู่เวทีโลก ในนิตยสาร Marketimes Asia ฉบับเดือนตุลาคม 2026

เรื่องที่คุณอาจจะสนใจ