ใครเคยเห็นโฆษณาสินเชื่อเงินกู้ที่ตลก ฉับไว และจริงใจเท่าเงินติดล้อบ้าง ? พูดถึงเงินติดล้อ เชื่อว่าไม่มากก็น้อยจะนึกถึงโฆษณาไวรัลที่จะมีคนสวมหมวกกันน็อคเพื่อไปกู้เงิน แบ็กกราวนด์มักจะเป็นบ้านธรรมดา ๆ ไปถึงยากจน และภาพของค่าใช้จ่ายที่รอไม่ได้ต้องสะสางในทันที Core ของโฆษณาเงินติดล้อ กำลังสื่อสารไปถึงคนทั่วไปว่า ‘เงินสะดุดไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการหาสินเชื่อที่พร้อมช่วยเหลือคุณในตอนนั้น มีที่ไหนบ้างต่างหาก ’
กลุ่มพนักงานชนชั้นกลางน่าจะเข้าใจกันดีว่า เวลาที่การเงินสะดุด หรือติดขัดขึ้นมากะทันหันนั้น ระบบการใช้เงินจะรวนมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีรถเสียกะทันหัน ลูกต้องจ่ายค่าเทอม หรือธุรกิจที่ทำอยู่ดี ๆ ก็ต้องใช้เงินหมุนด่วน—สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวพร้อมกับความเครียดคือคำว่า จะไปหาเงินมาจากไหนนะ ?
นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘เงินติดล้อ’ ที่อยากเข้ามาทำให้การเงินของคนไทยที่มีรายได้น้อยไหลเวียนได้สะดวกและโล่งมากขึ้น ไม่ใช่เพราะให้ติดกับหนี้ และดอกเบี้ยมากมายจนหาทางออกไม่ได้อย่างที่หลายคนคิด
ที่มาของ ‘เงินติดล้อ’ ที่ไม่ใช่ ‘ศรีสวัสดิ์เงินติดล้อ’
ต้องเล่าย้อนไปแบบนี้ เงินติดล้อ ไม่ใช่ ศรีสวัสดิ์ แต่แตกมาจากศรีสวัสดิ์จริง ซึ่งก่อตั้งและนำโดย ‘ฉัตรชัย แก้วบุญตา’ และครอบครัว ชื่อเดิมของบริษัทคือ ‘บริษัท ศรีสวัสดิ์ เพชรบูรณ์ จำกัด’ เน้นทำธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและเจาะกลุ่มเกษตรกรหรือผู้มีรายได้น้อยที่ไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารได้ จนขยายสาขาและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘บริษัท ศรีสวัสดิ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (1991) จำกัด’ เพราะกลุ่ม AIG เข้าซื้อสินทรัพย์เครือข่ายสาขา ‘ศรีสวัสดิ์’
เงินติดล้อ เป็นชื่อที่มาตั้งในภายหลัง ซึ่งชื่อนี้แยกออกมาอีกทีก็จริง แต่หลายคนมักจะติดปากเรียกสองชื่อรวมกันเป็น ‘ศรีสวัสดิ์เงินติดล้อ’ ทั้งนี้ต้องอธิบายว่าจุดเปลี่ยนคือเมื่อปี พ.ศ. 2552 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดจากกลุ่ม AIG ทำให้ธุรกิจ ‘ศรีสวัสดิ์’ กลายเป็นบริษัทในเครือของธนาคาร และเปลี่ยนชื่อเป็น “ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” จากนั้นในปี 2558 จึงได้เปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น “บริษัท เงินติดล้อ จำกัด” อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้
คำถามคือ ทำไมต้อง ‘เงินติดล้อ’ ?
เพราะโครงสร้างประเทศไทย ที่ไม่เอื้อให้ผู้มีอาชีพอิสระมีรายได้ที่มากพอ ทำให้การกู้ยืมโดยตรงกับธนาคารเป็นเรื่องยาก จากจำนวนประชากรไทยราว 67 ล้านคน กลับมียานพาหนะจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศสูงกว่า 40 ล้านคัน ตัวเลขนี้สะท้อนพฤติกรรมของกลุ่มคนฐานรากที่มักนำเงินไปซื้อทรัพย์สินที่จำเป็นต่อการหาเลี้ยงชีพแทนที่จะเก็บไว้นิ่ง ๆ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูง บีบให้คนส่วนใหญ่ต้องประกอบอาชีพอิสระ เผชิญกับรายได้ที่ไม่แน่นอนและเฉลี่ยเพียง 10,000 บาทต่อเดือน (เช่น วินมอเตอร์ไซค์ที่รายรับผันแปรตามสภาพอากาศ) รถยนต์และรถ
จักรยานยนต์จึงกลายเป็นสมบัติชิ้นสำคัญที่สุด เมื่อยานพาหนะคือต้นทุนหลักในการดำรงชีวิต นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมแบรนด์สินเชื่อจึงตั้งชื่อว่า ‘เงินติดล้อ’
โฆษณาในตำนานที่หยุดดูทุกครั้ง ปรัชญาความเรียบง่ายที่อยากสื่อสารถึงลูกค้า
จุดเด่นอีกอย่างของเงินติดล้อต้องยกให้ทีมมาร์เก็ตติ้งที่สรรหาทำโฆษณาที่น่าสนใจมาก ๆ และสามารถสื่อสารได้ในเวลาไม่กี่วินาที โฆษณาของเงินติดล้อมีความตลก ฉับไว และที่สำคัญคือสื่อสารถึงเป้าหมายได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด แต่กลับถือว่าเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จที่สุด ทั้งในเรื่องของการสื่อสารจากแบรนด์เอง และต่อผู้ชมทางบ้าน
ภาพของคุณลุงคุณป้าบ้าน ๆ หน้าตาเคร่งเครียด มาปรึกษาสินเชื่อ หรือจะภาพของพนักงานออฟฟิศที่ดันเกิดอุบัติเหตุรถยนต์กะทันหัน ต้องรีบหาทางออก ไปจนกระทั่งสถานการณ์กลัวลังเลว่ายานพาหนะจะได้รับอุบัติเหตุเพราะไม่ได้ทำประกัน กลัวเสียหายหลายบาท และที่ฮาสุดคือภาพของหมวกกันน็อคที่หล่นใส่หัวทันทีที่ออกจากประตูห้องเช่า แล้วรีบขับไปที่สินเชื่อเงินติดล้อ โฆษณาของเงินติดล้อกำลังเล่าให้ผู้ชมเห็นภาพว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีรายได้น้อยมากขนาดไหน และชีวิตไม่แน่นอนเท่าไหร่ ใคร ๆ ก็สามารถมาใช้บริการเงินติดล้อได้
และเชื่อหรือไม่ว่า การสื่อสารอย่างจริงใจและซื่อตรงเช่นนี้ บวกกับการบริการที่ดีเยี่ยม ล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบัน ‘เงินติดล้อ’ ได้แปรสภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อหุ้น TIDLOR (ในนามบริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)) ด้วยมูลค่าบริษัทราว 50,000 ล้านบาท พร้อมโชว์ผลงานการทำกำไรสุทธิระดับเกือบ 5,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามทิศทางของธุรกิจ
แต่รู้ไหมว่า เบื้องหลังความสำเร็จและตัวเลขรายได้ระดับพันล้านนั้น เงินติดล้อไม่ได้มีดีแค่เรื่องโฆษณาที่โดนใจเพียงอย่างเดียว ถ้าเรามองลึกลงไปจะเห็นว่า แบรนด์ยังปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคนหาเช้ากินค่ำอย่างจริงจัง อย่างการออก ‘บัตรติดล้อ’ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้ากดเงินสดหมุนเวียนจากตู้ ATM ได้ทันทีเมื่อถึงคราวจำเป็น รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ไม่เคยหยุดนิ่ง และพร้อมพัฒนาระบบมารองรับพฤติกรรมของลูกค้าอยู่เสมอ ๆ
แถมรายได้หลักที่ดันให้บริษัทโตกระฉูดก็ไม่ได้มาจากดอกเบี้ยสินเชื่อเพียงฝั่งเดียว แต่เงินติดล้อยังรุกตลาด ‘นายหน้าประกันภัย’ อย่างเต็มตัว ใครจะไปคิดว่าโมเดลที่เข้าใจคนงบน้อยอย่างการให้ซื้อประกันรถยนต์แบบผ่อนเงินสดได้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ความสำเร็จของ ‘เงินติดล้อ’ ไม่ได้เกิดจากการเป็นเพียงบริษัทปล่อยสินเชื่อ แต่มาจากการทำความเข้าใจปัญหาและบริบทของคนไทยระดับฐานรากอย่างลึกซึ้ง การเปลี่ยนยานพาหนะซึ่งเป็นเครื่องมือทำกินให้เป็นแหล่งเงินทุนยามฉุกเฉิน ผสานกับการสื่อสารการตลาดที่จริงใจและตรงไปตรงมา ช่วยพลิกมุมมองของการกู้ยืมจากความน่ากลัวให้กลายเป็นการหยิบยื่นโอกาสในยามวิกฤต ความเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงนี้เองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้แบรนด์ครองใจมหาชน และเติบโตอย่างแข็งแกร่งจนก้าวขึ้นเป็นบริษัทระดับหมื่นล้านในตลาดหลักทรัพย์






