‘ฝันที่ไม่กล้าฝัน แต่ดันเกิดขึ้นได้เสมอ‘ นี่คือสิ่งที่คิดเมื่อเห็นข่าวว่า Meta จับมือออกแบบแว่นอัจฉริยะร่วมกับลิซ่า Blackpink (ซึ่งประกาศโดย มาร์ก ซักเกอร์เบิร์กจากปากของเจ้าตัวเองในงาน) และ V BTS ที่เพิ่งได้ก้าวเป็น Brand Ambassador คนแรกของแบรนด์ Nothing
เชื่อว่าเราหลาย ๆ คนมักจะมีภาพจำว่า ไอดอล ดารา เซเลบ มักจะต้องคอลแลบหรือเป็นแบรนด์แอมให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่น สินค้าเกี่ยวกับความสวยความงาม อาหารเสริม และถ้าใกล้เคียงเทคฯ ขึ้นมาหน่อยก็คงเป็นสมาร์ตโฟน และมักนิยมเป็นเพียงพรีเซนเตอร์เท่านั้นไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ เพราะเรามีภาพจำว่าเทคโนโลยีและไอที เป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลที่มีความเนิร์ด สายวิชาการจัด ๆ มากกว่าเซเลบริตี้ แต่หารู้ไม่ว่า Movement ครั้งนี้ อาจกำลังสื่อว่า ตลาดของเทคฯ เริ่มมองเห็นอะไรที่ไกลกว่าแค่วงการป๊อปทั่วไปแล้วล่ะ
มูลค่าที่มากกว่าแค่ลุค : สิ่งที่ทุก ๆ ธุรกิจ และทุกอุตสาหกรรมต่างต้องการ
สิ่งที่ทำให้เราเห็นได้ชัดที่สุด คือมูลค่าของศิลปิน ที่มีผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ และการวาง Brand Personality สินค้าเทคโนโลยีรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Smart Glasses (Meta Ray-Ban) หรือ หูฟัง/สมาร์ตโฟนดีไซน์โปร่งใส (Nothing) ขายแค่สเปกอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่เพราะไม่ดีนะ แต่ในตลาดเทคฯ หรือไอที การมีแต่อะไรเดิม ๆ เริ่มจะเป็น Red Ocean มากขึ้นจริง ๆ อีกทั้งมุมมองคนทั่วไปยุคใหม่ ที่ไม่ได้อยากรู้แค่เรื่องชิปเซต แต่อยากรู้ว่า “ใส่แล้วเท่ไหม แมตช์กับลุคประจำวันได้หรือเปล่า” มากขึ้นด้วยนั่นเอง
การที่ Meta ดึง Lisa หรือ V BTS มาร่วมงาน จึงไม่ใช่แค่การจ้างพรีเซนเตอร์มาถือเครื่อง แต่คือการยกระดับ Gadget ให้กลายเป็น Fashion Accessory ชิ้นหนึ่งบนร่างกายได้อย่างน่าสนใจ
จาก ‘Brand Ambassador’ สู่การเป็น ‘Culture Bridge’ (สะพานเชื่อมวัฒนธรรม)
กรณี Meta ภาพจำของบริษัท Big Tech Silicon Valley ที่พยายามผลักดัน Metaverse แต่คนรู้สึกเข้าถึงยาก พอเป็น Lisa สวมแว่นตัวนี้ ภาพของแว่น AI เปลี่ยนทันทีจากอุปกรณ์ล้ำ ๆ ของสายเนิร์ด กลายเป็น ‘ไอเทมเก๋ ๆ ของตัวแม่สายสตรีทแฟชั่น’
หรืออย่างกรณี Nothing เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่วางจุดยืนด้าน Design-Led Tech และต้องการเข้าถึงกลุ่ม Gen Z การจับคู่กับ V (คิม แทฮยอง) ซึ่งมีคาแรกเตอร์ความอาร์ต คลาสสิกและสนุกสนานสดใสชัดเจน ช่วยถ่ายทอด Identity ของ Nothing ที่ต้องการฉีกจากความจำเจของสมาร์ตโฟนเจ้าตลาดได้อย่างดี
ถ้ามองภาพรวมแล้ว การที่แบรนด์ไอทีและฝั่งเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มหันมาดึงตัวทั้ง ลิซ่า และ วี BTS มาร่วมงานด้วย จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
เหตุผลหลักก็เพราะทั้งคู่ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์แอมบาสเดอร์สายหน้าตาดีที่ยืนถือของเฉย ๆ แต่เป็นระดับ ‘ตัวเร่งยอดขายระดับปรากฏการณ์’ เพราะผ่านการพิสูจน์ฝีมือมาแล้วอย่างดุเดือดในสังเวียนของแบรนด์ลักชูรี
ย้อนกลับไปดูตอนที่ทั้งคู่ลุยตลาดแฟชั่นระดับไฮเอนด์ พลังการซื้อของแฟนคลับและผู้บริโภคเรียกได้ว่าถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ Sold Out ชั่วข้ามคืน อย่างกระเป๋า Celine รุ่น Triomphe ของลิซ่า หรือแจ็กเก็ตและสร้อยคอเพชรหลักล้านของ Cartier ที่วีใส่ถ่ายแบบ แค่ภาพปล่อยออกมาไม่กี่นาที สินค้าหน้าร้านและหน้าเว็บในหลายประเทศก็ถูกกวาดเรียบจนขึ้นป้ายหมดสต็อกทันที ลิซ่าพา Celine ขยายยอดขายแตะระดับ 2,000 ล้านยูโร จนก้าวขึ้นมาเป็นท็อปทรีของเครือ LVMH ส่วน V ก็ฟันมูลค่าสื่อ (EMV) ให้แบรนด์ไปหลายร้อยล้านดอลลาร์จากการโพสต์เพียงไม่กี่ครั้ง สินค้าคอลเลกชันไหนที่มีภาพทั้งคู่หยิบมาใช้งานจริง จะเกิดดีมานด์มหาศาลจนของขาดตลาด และถูกนำไปปั่นราคาต่อในตลาดมือสองอย่างก้าวกระโดด
พอข้ามมาที่ฝั่งแบรนด์ไอที ซึ่งยุคนี้สินค้าไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องชิปเซต แบตเตอรี่ หรือสเปกบนหน้ากระดาษอย่างเดียวแล้ว แต่อุปกรณ์ไอทียุคปัจจุบันกลายเป็น Lifestyle & Fashion Item ชิ้นสำคัญ ไม่ต่างจากนาฬิกาหรู แว่นตา หรือเครื่องประดับ
การที่แบรนด์ไอทีตัดสินใจคว้าทั้งสองคนมาร่วมงาน จึงไม่ใช่แค่การซื้อฐานแฟนคลับธรรมดา แต่เป็นการลงทุนซื้ออำนาจการเปลี่ยนมุมมองสินค้าให้แกดเจ็ตชิ้นนั้นกลายเป็น ‘ของที่ต้องมี’ ในทันที เพื่อรับประกันว่าไอเทมชิ้นใหม่จะได้รับสปอตไลต์ สร้างแรงกระเพื่อมในตลาด และเปลี่ยนกระแสความสนใจให้กลายเป็นยอดขายจริงได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับที่แบรนด์หรูเคยทำสำเร็จมาแล้ว
อาจพูดได้ว่าแบรนด์ยอมจ่ายมหาศาลเพื่อยืม ‘Cultural Clout’ หรืออิทธิพลทางวัฒนธรรมของ K-Pop เข้ามากลบความแห้งแล้งของแบรนด์เทคโนโลยี ช่วยให้คนมองข้ามสเปก แล้วตัดสินใจซื้อด้วยความรู้สึกว่า ‘อยากมีไลฟ์สไตล์แบบนี้’ มากขึ้น





