ฝนตกทีไร ใจพังทุกที: ถอดรหัส ‘Rain Anxiety’ ภาวะแพนิคหน้าฝนของคนกรุง นำไปสู่ปัญหามูลค่าเศรษฐกิจร่วง ? 

ฝนตกทีไร ใจพังทุกที: ถอดรหัส ‘Rain Anxiety’ ภาวะแพนิคหน้าฝนของคนกรุง นำไปสู่ปัญหามูลค่าเศรษฐกิจร่วง ? 

ทุกเดือนกรกฎาคม คือเดือนที่ชาวนาในจังหวัดแห้งแล้งมักจะเฮเพราะฝนจะตกชุ่มฉ่ำ พืชผลที่ปลูกเอาไว้เติบโตเร็วทันใจ อีกทั้งยังไม่ต้องเปลืองสูบน้ำจากที่อื่นมารดด้วยตัวเอง… แต่สำหรับชาวเมือง โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ กรกฎาคมหรือเดือนแห่งหน้าฝน คือเดือนแห่ง ‘หายนะเพราะขยะที่ตันอยู่ในท่อเป็นเวลานานที่เกิดจากความมักง่ายของคน จะทำให้น้ำทฝนที่ตกลงมา ระบายได้ช้า เป็นเหตุให้น้ำท่วม ส่งผลให้หนู แมลง สัตว์สรรพสิ่งที่หลายที่ไม่ควรมีโผล่ลอยหน้าลอยตาพร้อมขยะจำนวนมหาศาล และทำให้การเดินทางไปใช้ชีวิตของคนเมืองกรุงเหมือนอยุ่ในนรกลอยน้ำอย่างไงอย่างนั้น บทความวันนี้จะเล่าถึงเอฟเฟกต์ Rain Anxiety – ความวิตกกังวลของคนในเมืองกับหน้าฝน ที่เกิดจากการจัดการที่แย่ ส่งผลลให้จิตใจไม่นิ่ง และแนวทางบรรเทาให้สบายใจได้มากขึ้น 

น้ำรอระบาย ขยะอุดตันท่อ และสัตว์พาหะนำโรค ภาวะนี้ไม่ได้สร้างแค่ความเฉอะแฉะทางกายภาพ แต่กำลังบ่มเพาะอาการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘Rain Anxiety’ ความวิตกกังวล ความเครียดสะสม และความรู้สึกสูญเสียการควบคุมชีวิตของคนเมือง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญว่า ความกลัวฝนของคนกรุง กำลังกัดกร่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจไปเงียบ ๆ มากน้อยแค่ไหนกันนะ ? 

สำรวจรอยแผล 2 ด้าน ต้นทุนที่คนเมืองต้องจ่าย และสมการความเสี่ยงของผู้ประกอบการ

หนึ่งในสาเหตุของ Rain Anxiety ไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำท่วม แต่สะท้อนต้นทุนแฝงที่คนทำงานต้องแบกรับมากมาย โดยเฉพาะทั้งค่าเดินทางที่พุ่งสูงจาก ‘Surge Pricing’ ของบริการเรียกรถ ค่าซ่อมแซมยานพาหนะ ค่ารักษาพยาบาลจากโรคน้ำกัดเท้า ไปจนถึง ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ จากการติดค้างบนท้องถนนหลายชั่วโมง ซึ่งเปลี่ยนชั่วโมง Me time และเวลาฟื้นฟูร่างกาย ให้กลายเป็นความเหนื่อยล้าทางสมองไปเปล่า ๆ จนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในวันถัดไป 

ความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวัน เช่น ความกังวลว่าฝนจะตกแล้วน้ำท่วมหรือไม่ ค่าเดินทางจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ รถยนต์จะได้รับความเสียหายหรือไม่ รวมถึงความกลัวการเจ็บป่วย ล้วนสร้างต้นทุนทั้งด้านสุขภาพจิตและเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน งานวิจัยในประเทศไทยพบว่าการเผชิญน้ำท่วมหรือภัยแล้งมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่งานวิจัยระดับนานาชาติพบว่าผู้ประสบภัยน้ำท่วมมีโอกาสเกิด PTSD ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวลสูงขึ้น

นอกจากปัจเจกแล้ว ที่น่าเห็นใจคือมุมมองของผู้ประกอบการที่ต้องเข้ามาลงทุนในกรุงเทพฯ ฝนตกและน้ำท่วมขังหน้าร้านไม่ได้หมายถึงแค่ทางเท้าเปียก แต่หมายถึงยอดขายหน้าร้าน ที่หายไปในพริบตาด้วย ปัญหาระบบขนส่งล่าช้า สินค้าและวัตถุดิบเสียหาย รวมถึงปัญหาภาพลักษณ์ร้านจากขยะที่ลอยมาตามน้ำ ในทางกลับกัน สภาพแวดล้อมนี้บีบให้โครงสร้างธุรกิจต้องปรับตัว โมเดลหน้าร้านเดี่ยวเริ่มเสียเปรียบ ขณะที่ระบบ On-Demand Delivery และการกระจายความเสี่ยงแบบ Omnichannel กลายเป็นทางรอดเดียวในฤดูมรสุม แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะสามารถปรับตัวได้ทันที สุดท้ายแล้วค่าความเสียหายทั้งเชิงเสรษฐกิจและจิตใจก็วูงอยู่ดี 

ธนาคารโลกระบุว่า น้ำท่วมใหญ่ของไทยในปีพ.ศ. 2554 ก่อให้เกิดความเสียหายและความสูญเสียรวมประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 46.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 12.6% ของ GDP ประเทศไทยในขณะนั้น สำหรับการประเมินความเสี่ยงในอนาคต ธนาคารโลกคาดว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมของไทยอาจเฉลี่ยประมาณ 18,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือราว 3% ของ GDP ต่อปี

ซ่อมระบบท่อเพื่อกู้ระบบใจ ปลดล็อกมูลค่าเศรษฐกิจที่จมน้ำ

คำว่า Rain Anxiety จึงไม่ใช่เรื่องของคนจิตใจอ่อนไหวอย่างเดียว และฝนก็ไม่ใช่ตัวการทั้งหมดเสมอไป เพราะหากลองย้อนเคสต่างประเทศเช่น ประเทศอังกฤษ ที่แม้จะมีฝนตกทั้งวันทั้งคืนเป็นเดือน แต่ก็สามารถระบายน้ำได้ทัน ท่อสะอาด และยังทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่าง seamless ดังนั้นหากมองในมุมอุถกภัย หากมีการจัดการที่ดี มีระบบรองรับที่เหมาะสม ปัญหาด้านเศรษฐกิจและจิตใจ อาจจะไม่รุนแรง

ปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างเมืองที่ขาดประสิทธิภาพในการจัดการขยะและระบบระบายน้ำ ตราบใดที่คนกรุงเทพฯ และผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับนรกลอยน้ำด้วยตนเอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและผลิตภาพของเมืองจะยังคงรั่วไหลลงท่อไปทุกฤดูฝน และยังส่งผลต่อสุขภาพจิตของประชาชนด้วย ทางออกระยะยาวจึงไม่ใช่แค่การพกร่มหรือการเตรียมรองเท้าสำรอง แต่คือการยกเครื่องการจัดการขยะเชิงระบบและการออกแบบผังเมือง เพื่อเปลี่ยนให้กรุงเทพฯ กลับมาเป็นเมืองที่ฝนตกแล้วคนสบายใจ และธุรกิจเดินหน้าต่อได้โดยไม่สะดุด

ที่มา  pubmed, worldbank

เรื่องที่คุณอาจสนใจ