คนไทยยังนิยมอ่านหนังสือเล่ม อ่านเฉลี่ย 113 นาทีต่อวัน สวนทาง AI ที่กำลังทำคนทั่วโลกอ่านหนังสือน้อยลง

คนไทยยังนิยมอ่านหนังสือเล่ม อ่านเฉลี่ย 113 นาทีต่อวัน สวนทาง AI ที่กำลังทำคนทั่วโลกอ่านหนังสือน้อยลง

การอ่านหนังสือกำลังเจอโจทย์ใหม่จากเทคโนโลยี เมื่อการมาของ AI ทำให้คนทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล สรุปเนื้อหา ไปจนถึงการตอบคำถามในเวลาไม่กี่วินาที ขณะที่ประเทศไทยยังเห็นพฤติกรรมการอ่านหนังสือเล่มอยู่ในระดับสูง

ผลสำรวจพฤติกรรมการอ่านของคนไทย ปี 2567 โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) พบว่า คนไทยใช้เวลาอ่านเฉลี่ย 113 นาทีต่อวัน โดย 45% อ่านหนังสือทุกวัน ขณะที่หนังสือรูปเล่มยังมีสัดส่วนการอ่าน 50% ใกล้เคียงกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ 47%

การมาของสื่อดิจิทัลทำให้พฤติกรรมการอ่านทั่วโลกเปลี่ยนไป และ AI กำลังเข้ามาเร่งการเปลี่ยนแปลงนี้อีกขั้น เพราะจากเดิมที่คนต้องค้นข้อมูลจากหลายแหล่งและใช้เวลาอ่านเพื่อหาคำตอบ วันนี้สามารถถาม AI แล้วได้คำตอบกลับมาแทบจะทันที

ตั้งแต่เรื่องสำคัญไปจนถึงคำถามเล็ก ๆ อย่าง “เย็นนี้จะกินอะไรดี” AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดและตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ขณะที่การพึ่งพา AI มากขึ้นก็ทำให้เกิดความกังวลว่า คนอาจใช้เวลาอ่านและค้นหาข้อมูลด้วยตัวเองน้อยลง รวมถึงมีโอกาสลดการฝึกคิด วิเคราะห์ และใช้เหตุผลจากตัวเอง

ในภาคการศึกษา หลายประเทศจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการกำหนดขอบเขตการใช้ AI ในห้องเรียน โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก เพื่อให้ยังมีพื้นที่สำหรับการฝึกคิดและการใช้เหตุผลด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมหนังสือก็มีโจทย์ใหม่จากงานเขียนที่สร้างโดย AI เพราะเมื่อระบบสามารถผลิตงานเขียนได้ และใครก็สามารถสร้างงานในลักษณะเดียวกันได้ การนิยามผลงานสร้างสรรค์และทรัพย์สินทางปัญญาของผู้เขียนจึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องพูดถึงมากขึ้น

แต่ AI ยังไม่สามารถแทนที่หนังสือได้ทั้งหมด เพราะองค์ความรู้ที่ AI นำมาใช้ตอบคำถามยังต้องอาศัยข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้น การอ่านจึงยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างพื้นฐานความรู้ให้คนสามารถตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล และรู้เท่าทันคำตอบที่ได้รับจาก AI

เอเชียยังไม่ทิ้งหนังสือเล่ม

แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านทั่วโลก แต่ คุณแจ็คเกอลีน อึ๊ง ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Bad Wolf Books กลับมองว่า พฤติกรรมการอ่านหนังสือรูปเล่มในเอเชียกลับเริ่มเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

ในมาเลเซีย แม้ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่สอง แต่ในระบบการศึกษาถูกใช้เป็นภาษาหลัก คุณแจ็คเกอลีนเล่าว่า จากเดิมที่ไม่ค่อยเห็นคนอายุน้อยเข้าร้านหนังสือมากนัก ช่วงหลังกลับเริ่มเห็นคนกลุ่มนี้เข้าร้านหนังสือมากขึ้น รวมถึงเห็นการอ่านหนังสือระหว่างรอรถ บนรถไฟฟ้า หรือในช่วงเวลาที่ต้องรอทำกิจกรรมต่าง ๆ

ส่วนสิงคโปร์มีวัฒนธรรมการอ่านที่ค่อนข้างแข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มจากหนังสือนิทาน ก่อนขยับไปสู่หนังสือ Non-fiction เมื่อโตขึ้น แม้หนังสือภาษาอังกฤษจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ระดับรายได้ของคนสิงคโปร์ทำให้สามารถเข้าถึงหนังสือเหล่านี้ได้ และยังเป็นที่นิยม

ขณะที่ฟิลิปปินส์ แม้ภาษาที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันจะเป็นภาษาท้องถิ่นอย่างตากาล็อก แต่การอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่แพร่หลาย อย่างไรก็ตาม หนังสือภาษาอังกฤษมือหนึ่ง โดยเฉพาะหนังสือจากต่างประเทศ ยังเข้าถึงได้ไม่ง่าย เพราะราคาหนังสือยังไม่สมดุลกับรายได้ของผู้บริโภค

สำหรับคุณแจ็คเกอลีน การทำให้หนังสือภาษาอังกฤษเข้าถึงง่ายขึ้นจึงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของ Big Bad Wolf Books เพราะการมีหนังสือให้เลือกมากขึ้นจะไม่มีความหมาย หากราคายังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึง

ไทยยังมีพื้นที่ให้หนังสือเล่ม

กลับมาที่ประเทศไทย ตัวเลขการอ่านเฉลี่ย 113 นาทีต่อวัน และสัดส่วนการอ่านหนังสือเล่ม 50% แสดงให้เห็นว่า หนังสือรูปเล่มยังมีพื้นที่ในพฤติกรรมของนักอ่าน แม้จะมีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์และคอนเทนต์ดิจิทัลจะเข้ามาเป็นอีกทางเลือก

โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก การอ่านยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาษา ความคิด จินตนาการ และการเรียนรู้ในระยะยาว การส่งเสริมการอ่านจึงไม่ได้มีแค่การบอกให้เด็กอ่านหนังสือมากขึ้น แต่ต้องทำให้หนังสืออยู่ใกล้พอที่จะหยิบ และมีเนื้อหาหลากหลายพอให้เด็กได้เจอเรื่องที่ตัวเองสนใจ

10 ปี Big Bad Wolf Books กับโจทย์ทำให้หนังสือเข้าถึงง่ายขึ้น

ตลอด 10 ปีในประเทศไทย Big Bad Wolf Books พยายามทำให้หนังสือไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยหรือสิ่งที่มีเพียงบางคนเท่านั้นที่เข้าถึงได้ โดยพัฒนาจากพื้นที่จำหน่ายหนังสือราคาพิเศษมาสู่เทศกาลหนังสือที่เปิดโอกาสให้คนได้เลือกและค้นพบหนังสือมากขึ้น

ปีนี้ Big Bad Wolf Books Bangkok 2026 กลับมาจัดที่ PLATINUM POP ราชประสงค์ ระหว่างวันที่ 2–13 ตุลาคม 2569 พร้อมหนังสือภาษาอังกฤษกว่า 1 ล้านเล่ม จากสำนักพิมพ์ไทยและต่างประเทศกว่า 40 สำนักพิมพ์ บนพื้นที่กว่า 60,000 ตารางฟุต

ภายในงานมีหนังสือแบ่งเป็น Children 60%, Non-fiction 25% และ Fiction 15% ครอบคลุมมากกว่า 86 หมวดหมู่ ตั้งแต่หนังสือเด็ก การศึกษา ธุรกิจ การพัฒนาตัวเอง ไปจนถึงนิยาย

Big Bad Wolf Books Bangkok 2026 เริ่มวันที่ 2–13 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น.–เที่ยงคืน ที่ PLATINUM POP ราชประสงค์ พร้อมส่วนลดสูงสุด 95% และโซน Clearance ราคาเริ่มต้น 20 บาท

เรื่องที่คุณอาจจะสนใจ