ยุค AI ที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้มีแต่เรื่องน่าคิดตามไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ในเชิงบวกทั้งหลายที่ทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือในมุมดาร์ก ๆ อย่างการใช้ AI ทำในเรื่องที่ไม่มีประโยชน์และสร้างปัญหาต่อคนอื่น ทั้งนี้ในมุมของนักธุรกิจแน่นอนว่าการมี AI มันเป็นประโยชน์อยู่แล้ว แต่หารู้ไม่ว่าอาจจะมีประโยชน์สำหรับ ‘เจ้าของ’ แต่ลืมมองไปว่าสำหรับลูกค้า การใช้ AI ที่ ‘มากเกินไป’ อาจทำให้เกิดวิกฤติ ‘เหม็น AI’ อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันก็ได้
อาการเหม็น AI คืออะไร ?
อันที่จริง วินาทีนี้ยังไม่มีใครนิยามได้ว่าจะมีคำศัพท์คำไหนมาอธิบายเป็นคำหนึ่งคำได้ แต่หลายคนก็ต่างเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งว่ามันคือความรู้สึกแบบใด บ้างก็อาจนิยามนี่คือว่าวิกฤติ AI ในร้านอาหาร, บ้างก็ใช้คำว่าสาวกแอนตี้ AI, เอียน AI และอีกมากมาย ซึ่งหากให้เห็นภาพคือ ‘ความรู้สึกกระอักกระอ่วน’ เวลาเจอภาพที่เจนเนอเรตจาก AI ถูกนำมาใช้ในร้านอาหาร หรือ มีการเปิดเพลง AI ในสถานที่ต่าง ๆ เพราะแม้ว่าร้านอาหารนั้น ๆ อาจจะรสชาติดีและมีรสนิยมแค่ไหนก็ตาม หากใช้ภาพ AI หรือเปิดเพลง AI เสียอย่างไรก็ไม่เวิร์ก

อาการเหม็น AI นี้ไม่ได้เหมารวมการใช้งาน AI ทั่วไปที่เรา ๆ มักเข้าใจกัน แต่คือการใช้ AI มาตั้งวาง Display เพื่อประดับ หรือเอามาใช้ในเชิงศิลปะ ดังนั้นประเด็นจริง ๆ ของเรื่องนี้จะไม่ใช่การรังเกียจผลลัพธ์ของ AI ในเชิงการทำให้สิ่งหนึ่ง ๆ มีประสิทธิภาพต่อชีวิตมากแบบนั้น แต่เป็นการใช้ AI ในเชิงศิลปะ ไม่ว่าจะด้วยภาพเมนูอาหาร ภาพที่แปะบนฝาผนังเพื่อประดับ หรือเพลง AI ที่เปิดคลอในคาเฟ่
อะไรบ้างที่มักทำให้หลายคน ‘ไม่อิน’ กับ AI ?
สำหรับใครที่ยังไม่เข้าใจว่าการเหม็น AI เป็นอย่างไร เราจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ พร้อมเจาะลึกว่าเพราะอะไร อาการนี้มันเกิดขึ้นได้เรื่อย ๆ แถมแพร่พันธุ์ได้อย่างกับไวรัส
สมมติเราสั่งซื้ออาหารในแอปฯ Delivery แล้วเจอแต่รูปอาหารที่เจนมาจาก AI แน่นอนว่ารูปเหล่านั้นน่าทานสุด ๆ เลยล่ะ แต่สิ่งที่ทำให้ขาดเสน่ห์คือ ‘ความสมจริง’ ที่ไม่มี แล้วความสมจริงนี้ไม่ได้มีผลต่อแค่ความรู้สึก ‘นอย’ ที่ไม่ใช้ภาพอาหารจริงอย่างเดียวนะ แต่ยังรวมไปถึงความรู้สึกว่าร้านอาหาร ‘ไม่จริงใจ’ เอาเสียเลย ทำให้เราในฐานะผู้บริโภคไม่รู้เลยว่ารูปอาหารที่เห็นกับอาหารที่จะได้ทานจริง ๆ จะต่างกันหรือไม่
เดินเข้าร้านคาเฟ่ แล้วได้ยินเพลงทำนองเหมือนเอาเพลงทั้งโลกมา Mash รวมกัน เสียงร้องไม่มีเอกลักษณ์ พอใช้แอปฯ ค้นหาเพลงแล้วก็ไม่เจอศิลปิน โป๊ะเชะ ! นี่คือเพลงจาก AI ที่ได้ยินแล้วเดินออกจากคาเฟ่แทบไม่ทัน
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทย อ้างอิงจากเว็บไซต์ The Guardian ก็มีเขียนถึงเรื่องนี้ได้อย่างออกรสออกเสียงเช่นกันในหัวข้อ ‘Uncanny and unappetizing: appetites spoil as AI images take over food menus’ บทความที่ถูกแชร์ในต่างประเทศบอกเล่าถึงความเอียนที่ต้องเห็นร้านอาหารที่ภาพลักษณ์เสียเพราะรูปเมนูอาหารเจนเนอเรตมาจาก AI คนมากหน้าหลายตาต่างถ่ายรูปป้ายเมนูเหล่านั้นแล้วแชร์ลงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อบ่นว่า ‘เห็นป้ายเมนูอาหารแบบนี้ หมดกันความอยาก’
แล้วแบบนี้ร้านอาหาร คาเฟ่ สถานที่ต่าง ๆ ที่ยังอาศัยบารมีศิลปะจาก AI ต้องปรับตัวอย่างไร ?
หากเราปรับมุมมองมาที่เจ้าของกิจการ ร้านอาหารหรือคาเฟ่ที่ใช้ภาพ AI หรือเปิดเพลง AI ก็ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงผู้บริโภค เพียงแต่ภาพจาก AI นั้นมีข้อดีมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุน หรือไม่ต้องลงแรงในส่วนนี้มากเกินไป เช่นเดียวกับร้านที่เปิดเพลง AI เพราะต้องยอมรับว่าเพลง AI ที่สร้างเองหรือได้มา มักจะไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งส่วนนี้คือข้อได้เปรียบที่ทำให้เจ้าของร้านอาหารมองว่าคุ้มค่า และคุ้มเวลาแต่หารู้ไม่ว่าลูกค้าจะไม่ถูกใจ
แนวทางที่คิดว่าร้านอาหารหรือผู้ประกอบการควรคำนึงถึงที่สุด อาจจะเป็นเรื่องความจริงใจ ไม่ใช่ว่าใช้ AI ไม่ได้เลย แต่อาจจะต้องบาลานซ์ให้ดี ๆ เพราะลูกค้าเดี๋ยวนี้จมูกไวและชอบความเรียบง่าย ภาพอาหารบนเมนูไม่จำเป็นต้องจัดแสงเป๊ะระดับสตูดิโอ แค่ใช้กล้องมือถือถ่ายจากจานจริงให้ดูน่าทานแบบธรรมชาติ ก็ซื้อใจลูกค้าได้มากกว่าภาพสวยแต่ดูไร้วิญญาณแล้ว ส่วนเรื่องของ AI ถ้าเป้าหมายคือการทุ่นแรง ลองย้ายให้เทคโนโลยีพวกนี้ไปเป็น ‘พนักงานหลังบ้าน’ แทนดีกว่า ปล่อยให้ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรม จัดการสต็อก หรือดูระบบจองคิว ซึ่งเป็นจุดที่ใช้งานได้เต็มศักยภาพโดยไม่ไปลดทอนสุนทรียภาพของลูกค้าหน้าร้าน
สำหรับเรื่องบรรยากาศในร้าน ต้องจำไว้เสมอว่าความรู้สึกพวกนี้สร้างได้ด้วย ‘มนุษย์’ การเปิดเพลง AI อาจจะประหยัดค่าลิขสิทธิ์ได้ก็จริง แต่มันต้องแลกกับเอกลักษณ์และเสน่ห์ของร้านที่หายไป การลงทุนเปิดเพลงจากศิลปินจริง ๆ จะช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาและมัดใจลูกค้าให้อยากกลับมาซ้ำได้เป็นธรรมชาติกว่าเยอะเลยครับ แต่ถ้าร้านไหนจำเป็นต้องใช้ AI ทำแคมเปญหรือตกแต่งจริง ๆ
เทคโนโลยีมีไว้ช่วยทุ่นแรง แต่ธุรกิจบริการยังไงก็ขาด ‘Human Touch’ ไปไม่ได้ การฝ่าวิกฤติ ‘เหม็น AI’ จึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการเลือกใช้ให้ถูกที่ แล้วเว้นพื้นที่ของงานศิลปะ รสชาติ และเสียงดนตรีไว้ให้เป็นเรื่องของหัวใจมนุษย์เหมือนเดิม






