บริษัทภาพถ่ายและวิดีโอที่หลายคนคุ้นตาจากข่าวสำคัญ พรมแดง และเวทีกีฬาระดับโลก กำลังเข้าสู่หนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท Getty Images หลังการประกาศว่าจะยื่นล้มละลายตามมาตรา 11 และเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทเอกชนภายในสิ้นปี 2026
จากผู้บุกเบิกสู่แรงกดดันทางการเงิน
Getty Images ก่อตั้งในปี 1995 โดย Jonathan Klein และ Mark Getty ในช่วงที่อุตสาหกรรมภาพถ่ายกำลังย้ายขึ้นสู่ออนไลน์ บริษัทขยายตัวด้วยการเข้าซื้อคลังภาพและเอเจนซี่จำนวนมาก จนกลายเป็นแหล่งภาพหลักของสื่อและธุรกิจนับล้านรายในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000
ปัจจุบันคลังของบริษัทมีสินทรัพย์ภาพ วิดีโอ และมัลติมีเดียมากกว่า 477 ล้านชิ้น และมีเครือข่ายช่างภาพมากกว่า 600,000 คน ที่ช่วยให้ถ่ายทอดภาพสดจากงานกีฬา บันเทิง และข่าวสำคัญทั่วโลกได้
อย่างไรก็ตาม เส้นทางทางการเงินของบริษัทไม่ราบรื่น บริษัทเคยจดทะเบียนในตลาดหุ้นช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก่อนกลับเป็นบริษัทเอกชนในปี 2008 เมื่อถูกกองทุน Hellman & Friedman เข้าซื้อ จากนั้นเมื่อ 2022 Getty กลับเข้าตลาดอีกครั้งผ่านการควบรวมกับบริษัทเปล่า (SPAC) ที่ประเมินมูลค่าไว้ราว 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาพรวมการเงินของบริษัทในปัจจุบันตรงข้ามกับตอนกลับเข้าตลาดอย่างชัดเจน ขณะนี้หนี้สินรวมราว 2,100 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน ขาดทุนรวม 206.1 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 แม้บริษัทจะมีรายได้สูง เพราะค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย โดยไตรมาส 2 ของปี 2026 รายได้อยู่ที่ 229.1 ล้านดอลลาร์
มูลค่าตลาดเหลือราว 20.74 ล้านดอลลาร์ จากที่เคยสูงถึงระดับพันล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นลดจากกว่า 33 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2022 เหลือประมาณ 0.02 ดอลลาร์ หรือลดลงราว 99%
ภาระคดีความกว่า 92 ล้านดอลลาร์ หลังศาลตัดสินให้นักลงทุนชนะคดีที่ระบุว่า Getty ไม่อนุญาตให้ใช้สิทธิซื้อหุ้นในราคาคงที่ ตั้งแต่ตอนเข้าตลาดปี 2022
เมื่อเดือนกันยายน S&P Global ปรับลดอันดับเครดิตของบริษัทเหลือ CCC หลังบริษัทพลาดการจ่ายดอกเบี้ย Brian Conneely นักวิเคราะห์ของ S&P ระบุว่าตัวแปรสำคัญคือหนี้สินและภาระคดีความ
เบื้องหลังดีลควบรวม Shutterstock ที่ไม่สำเร็จ
เดือนมกราคม 2025 Getty ประกาศแผนซื้อ Shutterstock คู่แข่งด้วยมูลค่า 3,700 ล้านดอลลาร์ ราว 1.2 แสนล้านบาท แต่หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของสหราชอาณาจักร (CMA) เปิดการสอบสวนเชิงลึก เพราะกังวลว่าราคาจะสูงขึ้นและการแข่งขันลดลง เงื่อนไขของ CMA คือ Getty ต้องขายธุรกิจภาพข่าว (editorial) ของ Shutterstock ซึ่งบริษัทมองว่ารับไม่ได้ เนื่องจากธุรกิจนี้เป็นแกนของยุทธศาสตร์การเติบโต จึงยกเลิกดีลช่วงปลายเดือนมิถุนายน
แต่ความพยายามที่จะซื้อ Shutterstock ครั้งนี้มีต้นทุนสูงมาก บริษัทต้องจ่ายค่าที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายทางการเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์เพื่อดีลนี้ และตามความเห็นของ S&P ดีลที่ล้มยังทำให้บริษัทมีภาระหนี้เพิ่ม เพราะต้องออกหนี้ใหม่แล้วชำระคืน






