หากเดินเข้าไปในร้านเครื่องสำอางหรือร้านดิวตี้ฟรีช่วงนี้ มีโอกาสไม่น้อยที่จะเห็นนักท่องเที่ยวเอเชียหยิบผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์ติดไม้ติดมือกลับประเทศ โดยเฉพาะ “แป้งฝาม่วง” Bare to Perfect Translucent Powder และผลิตภัณฑ์กันแดด ซึ่งกลายเป็นสองสินค้าฮีโร่ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
ภาพเหล่านี้คือสัญญาณว่า T-Beauty เริ่มเป็นที่รู้จักนอกประเทศไทยมากขึ้น
คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า เป้าหมายของแบรนด์ในวันนี้ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จัก แต่ต้องการผลักดันให้ศรีจันทร์เป็นแบรนด์ไทยที่คนไทยภาคภูมิใจบนเวทีโลก
หนึ่งในก้าวสำคัญคือการเดินหน้ารุกตลาดอาเซียน โดยเฉพาะ เวียดนาม ซึ่งทางแบรนด์มองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ทั้งจากจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน การเติบโตของชนชั้นกลาง และตลาดสกินแคร์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผู้บริโภคชาวเวียดนามยังให้ความเชื่อมั่นต่อสินค้า Made in Thailand ในฐานะสินค้าที่มีคุณภาพ
นอกจากเวียดนามแล้ว ครึ่งปีหลังนี้ ศรีจันทร์ยังเตรียมขยายตลาดไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีสภาพอากาศและพฤติกรรมผู้บริโภคใกล้เคียงกับประเทศไทย ทำให้แบรนด์สามารถนำองค์ความรู้ที่สั่งสมจากตลาดไทยไปต่อยอดได้
ศรีจันทร์เป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยกลุ่มแรก ๆ ที่ผลักดันแนวคิด T-Beauty พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด T-Skin หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิวและการใช้ชีวิตของคนไทย ซึ่งต้องเผชิญทั้งอากาศร้อน ความชื้นสูง เหงื่อ มลภาวะ และการใช้ชีวิตในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน
ทางแบรนด์ยังลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรม เช่น สารสกัดจากกุหลาบมอญจากภาคเหนือ ที่ผ่านการสกัดและทดสอบจนได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ไทยในตลาดโลก
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปไม่น้อย
คุณรวิศ กล่าวว่า ทุกวันนี้ลูกค้าไม่ได้เลือกซื้อสกินแคร์จากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ใช้เวลาอ่านฉลากและศึกษาส่วนผสมมากขึ้น หนึ่งในคำถามที่ทางแบรนด์ได้รับบ่อยคือ “คนท้องใช้ได้ไหมคะ?” รวมถึงคำถามเกี่ยวกับค่า pH และที่มาของส่วนผสมต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์มากกว่าในอดีต
เมื่อการตัดสินใจซื้อใช้เวลานานขึ้น ตลาดครีมซองจึงเติบโตตามไปด้วย เพราะผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลือกทดลองใช้สินค้าก่อนตัดสินใจซื้อขนาดจริง
ข้อมูลจาก NielsenIQ ระบุว่า ตลาดมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวหน้าแบบซองในประเทศไทยมีมูลค่า 5,260 ล้านบาท ในปี 2568 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์แบบซองของศรีจันทร์เติบโตถึง 45.32% สะท้อนว่าทางแบรนด์กำลังเติบโตเร็วกว่าตลาดในเซกเมนต์นี้
แม้ภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคจะชะลอตัว แต่ศรีจันทร์มองว่าตลาดสกินแคร์ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าตลาดเครื่องสำอาง เนื่องจากเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน ไม่ว่าจะออกจากบ้านหรือไม่ก็ตาม
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 200-300 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง และยังเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเห็นผลชัดเจนในตลาดต่างประเทศ โดยในช่วงปี 2024-2025 รายได้จากต่างประเทศของศรีจันทร์เติบโตถึง 135% มีตลาดที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ สปป.ลาว ที่เติบโต 162% ญี่ปุ่น ซึ่งมีการพัฒนาแป้งสูตรเฉพาะสำหรับผิวคนญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ที่ได้ขยายช่องทางจำหน่ายจากออนไลน์สู่ห้างสรรพสินค้าแล้ว
ขณะเดียวกัน ทางแบรนด์ยังเริ่มเห็นจำนวนลูกค้าจากอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมองว่าอินเดียจะเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญในอนาคต
ปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของรายได้รวม แต่ทางแบรนด์ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10% ภายในปีนี้ และผลักดันให้เติบโตสู่ระดับ 30-40% ในอนาคต ขณะที่รายได้รวมปี 2569 ตั้งเป้าเติบโต 15% พร้อมผลักดันรายได้ให้แตะ 3,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี
ที่ผ่านมา บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด มีเส้นทางรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
ปี 2564 รายได้ 520 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 717 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 1,019 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 1,600 ล้านบาท
และในปีล่าสุด ปี 2568 มีรายได้รวม 2,055.5 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 274.78 ล้านบาท กำไรเติบโต 34% จากปีก่อนหน้า พร้อมเดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 150 SKU ภายใต้แบรนด์ SRICHAND และ sasi เพื่อรองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ SRICHAND และ sasi สามารถหาซื้อได้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ และยังสามารถติดตามข่าวสารของทั้งสองแบรนด์ผ่าน https://srichand.co.th/ และทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย






