ถึงคราวของ “ยุคปรุงจืด” เมื่อสายสุขภาพลดซอส แต่เพิ่มเครื่องเทศแทน ผึ้งหลวงนำเกมตลาดเครื่องปรุง 5 หมื่นล้าน

ถึงคราวของ “ยุคปรุงจืด” เมื่อสายสุขภาพลดซอส แต่เพิ่มเครื่องเทศแทน ผึ้งหลวงนำเกมตลาดเครื่องปรุง 5 หมื่นล้าน

“ปรุงจืด” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเมกอัพลุคจืดที่กำลังเป็นกระแส แต่คือแนวโน้มการปรุงอาหารแบบลดเค็ม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องปรุงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผู้ผลิตซอสหลายแบรนด์ทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรลดโซเดียม ทั้งซีอิ๊ว น้ำปลา และซอสปรุงรส ขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องเทศก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติให้อาหาร โดยไม่ต้องพึ่งซอสในปริมาณมากเหมือนที่ผ่านมา

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ยประมาณ 10.8 กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าโซเดียมมากกว่า 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่แนะนำกว่า 2 เท่า ทั้งที่ผู้ใหญ่ควรได้รับโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือประมาณ 1 ช้อนชา เพื่อลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไต

โซเดียมส่วนเกินไม่ได้มาจากน้ำปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังแฝงอยู่ในเมนูยอดนิยมของคนไทย เช่น ส้มตำ ยำ ต้มยำ ก๋วยเตี๋ยว และผัดกะเพรา ยิ่งใช้เครื่องปรุงมาก ปริมาณโซเดียมก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

เมื่อโจทย์ของผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “อร่อยแบบติดเค็ม” มาเป็น “อร่อยโดยไม่ต้องเค็ม” เครื่องเทศจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมิติรสชาติและความหอมให้กับอาหารได้แทนความเค็มจากซอส

หนึ่งในแบรนด์ที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงนี้คือ ผึ้งหลวง แบรนด์เครื่องเทศไทยที่มีจุดเริ่มต้นจากพระดำริของ ท่านผู้หญิง (ม.จ.) ดร.พันธุ์สวลี กิติยากร ผู้ทรงเล็งเห็นว่าพริกไทยจันทบุรีเป็นพืชเศรษฐกิจและสมุนไพรที่มีเอกลักษณ์ แต่กำลังเผชิญปัญหาพื้นที่เพาะปลูกลดลง จึงมีพระประสงค์อนุรักษ์สายพันธุ์พริกไทยจันทบุรี พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้ที่มั่นคง

ปัจจุบัน ผึ้งหลวงพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องเทศและสมุนไพรหลากหลายประเภท โดยมี พริกไทย กระเทียมผง และผงกะหรี่ เป็นสินค้าหลัก (สินค้าขายดี Top 3) เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ข้อมูลจากแบรนด์ระบุว่า ผู้บริโภคเริ่มมองหาเครื่องเทศที่ระบุว่า “100% ไม่ผสมแป้ง” มากขึ้น เพื่อควบคุมการบริโภคโซเดียมและหลีกเลี่ยงสารปรุงแต่ง พร้อมให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานสะดวก เช่น ถุงซิปล็อกหรือขวดบด เพื่อให้การประกอบอาหารและจัดเก็บทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่ต้องการลดโซเดียม เครื่องเทศเดี่ยว เช่น พริกไทย กระเทียมผง ผงกะหรี่ หรือผงพะโล้ ถือเป็นอีกทางเลือกในการเพิ่มรสชาติอาหาร เนื่องจากไม่มีการเติมเกลือหรือผงชูรส ทำให้ผู้บริโภคสามารถกำหนดปริมาณเครื่องปรุงได้เอง

แนวโน้มนี้ยังสะท้อนผ่านเมนูที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ เช่น อกไก่ย่างโรยพริกไทย สเต๊กปลาอบสมุนไพร ไข่คนโรยพริกไทยดำ และผักย่างโรยผงกระเทียม ซึ่งใช้ความหอมของเครื่องเทศสร้างรสชาติ แทนการเพิ่มความเค็มจากซอสและเครื่องปรุงรส ช่วยให้ควบคุมปริมาณโซเดียมได้ง่ายขึ้นโดยไม่เสียความอร่อยของวัตถุดิบ

การเติบโตของตลาดเครื่องเทศในปัจจุบันจึงไม่ได้เกิดจากการแข่งขันระหว่างแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการปรุงอาหารของผู้บริโภค เมื่อซอสปรุงรสพัฒนาไปสู่สูตรลดโซเดียม ขณะที่เครื่องเทศเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการสร้างกลิ่นหอมและรสชาติ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเครื่องปรุงกำลังปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น

ปัจจุบัน เครื่องเทศและพริกไทยตราผึ้งหลวงมีจำหน่ายผ่าน Tops, Big C, Lotus’s, Makro และ Gourmet Market รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่าน ALL Online, Shopee และ Lazada ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ สูตรอาหาร และช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มเติมได้ที่ www.phuengluang.com

ติดตามข่าวสารและอินไซต์ด้านการตลาดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.marketimesasia.com หรือบนอินสตาแกรม marketimes.asia 

บทความที่เกี่ยวข้อง