“ลาเต้เลอะขา” บทเรียน Hyrox และ Puma เมื่อวิกฤตครั้งเดียวทำมูลค่าแบรนด์ลดฮวบ เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง?

“ลาเต้เลอะขา” บทเรียน Hyrox และ Puma เมื่อวิกฤตครั้งเดียวทำมูลค่าแบรนด์ลดฮวบ เราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง?

การแข่ง Hyrox จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ยิ่งถ้าแข่ง Hyrox แล้วใส่รองเท้าของแบรนด์ Puma ละก็ คุณจะกลายเป็นตัวตลกของสังคมไปเลยก็ได้ เพราะตอนนี้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ทั้ง Hyrox และ Puma ถูกลดคุณค่าลงจนกลายเป็นมีมของสังคมไปแล้ว และอาจยากที่จะกู้คืน จากเหตุการณ์ที่สะเทือนวงการกีฬาอย่างเหตุการณ์ ‘ลาเต้เลอะขา’ ของนักกีฬา Hyrox สาวชาวออสเตรเลียในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา

Hyrox ภาพจำแบรนด์ที่ถูกลดเลือนไป

ภาพจำแรกของแบรนด์ Hyrox เรานึกถึงอะไร ? สำหรับหลาย ๆ คนรวมถึงตัวผู้เขียน เรามองว่านี่คือการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติจากเยอรมนี ที่นักกีฬาทั่วโลกต่างตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะนี่คือการแข่งขันที่จะทดสอบสมรรถนะทางร่างกายของนักกีฬารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านคาร์ดิโอ (วิ่ง), ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, ความอึด ความอดทน และที่สำคัญคือวัดว่าคุณพร้อมที่จะทุ่มเทแค่ไหนเพื่อการแข่งขันนี้ ซึ่งต้องอาศัยการซ้อมข้ามปี และการทานอาหาร การพักผ่อนที่เคร่งครัดและจริงจังเอามาก ๆ

ถ้าให้พูดแบบการตลาดแบรนด์ของ Hyrox คือแบรนด์ที่แข็งแรงและบูมมาก ๆ เพราะตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพในปี 2026 นี้ได้เป็นอย่างดี ทว่า เหตุการณ์เพียงเหตุการณ์เดียวกลับพรากภาพจำนี้ทิ้งไปหมด เหลือเพียงมีมที่ถูกนำมาล้อเลียน และคำพูดมากมายที่ลดทอนคุณค่าแบรนด์หายไปในพริบตา

เกิดอะไรขึ้น ?

ในการแข่งขัน Hyrox ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนที่ผ่านมา มีกระแสนักกีฬาชาวออสเตรเลียที่ขณะกำลังแข่งขันอย่างเข้มข้น เกิดท้องเสียกะทันหัน ทำให้คราบของ ‘ของเสีย’ เหล่านั้นวิ่งผ่านขาเธอเต็มไปหมด เธอคนนี้คือ Joanna Wietrzyk แต่แทนที่จะหยุดแข่ง เธอกลับเล่นต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และแทนที่ Hyrox จะประกาศให้เธอหยุด กลับยอมให้เธอเล่นต่อไปโดยที่ของเสียยังอาบขาเธออยู่แบบนั้น จนเกิดไวรัล ‘ลาเต้อาบขา’ ทั่วโซเชียล

ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือ ผู้เล่นคนอื่น ๆ ยังต้องเดินตามรอยทางนั้นของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การ Burpee หรือเครื่องเล่นต่าง ๆ ตามหลังเธอ ส่งทั้งมลพิษกลิ่นและเศษของเสียเต็มไปหมด แน่นอนว่านักกีฬาคนนี้ดันชนะ และเธอก็ภูมิใจกับชัยชนะครั้งนี้มาก ๆ แต่หลายคนก็เชื่อว่าที่เธอชนะก็เพราะไม่มีใครอยากแข่งไปใกล้เธอมากกว่า ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ ก็มีผู้คนมากมายวิจารณ์กฎระเบียบของ Hyrox ว่าทำไมถึงปล่อยให้เธอเล่นต่อ ทำไมไม่หยุดเธอ แต่ก็ยังไม่ได้ผลตอบรับกลับมา จนกระทั่ง Co-founder ของ Hyrox ก็ออกมาแถลง เนื้อหาประมาณว่า

‘ขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเสียใจที่ขณะที่เหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น เราไม่ได้ take action ทันที ต่อไปนี้เราจะปรับกฎใหม่ และจะเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้’

แต่เหมือนจะสายเกินไปแล้ว เพราะหลังจากการแถลงการณ์นี้ นักกีฬาที่ลงแข่ง Hyrox ในวันนั้นก็ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าในวันแข่งนักกีฬาคนอื่น ๆ ได้กลิ่นแทบอ้วกออกมา สมาธิไม่มีกันเลย บางคนที่ต้องเล่นเครื่องต่อก็ต้องโดนของเสียเธอติดตัวไปถึงบ้านด้วยซ้ำ และมันไม่แฟร์ต่อผู้เล่นคนอื่นมาก ๆ

เท่านั้นแหละ Hyrox ก็โดนวิจารณ์หนักกว่าเดิม จนคนล้อเสียแบรนด์ไปหมด บ้างก็ใช้คำว่า Hyrox แทนการอุจจาระไปเลย เช่น ‘ออกกำลังกายหนัก ๆ ระวัง Hyrox นะ’ เป็นต้น

Puma ก็โดนไปด้วย ?

นอกจากฝั่ง Hyrox แล้ว แบรนด์ชุดกีฬาอย่าง Puma ก็โดนไปด้วย เพราะในวันที่เธอลงแข่ง เธอใส่รองเท้าคู่ใหม่ล่าสุดของ Puma (ซึ่งยังไม่ได้ปล่อยขาย) ซึ่งก็ทราบภายหลังว่าทางแบรนด์เป็นสปอนเซอร์ของสาวนักกีฬาคนนี้อีกที และเป็นการคอลแลบแบรนด์ด้วยชื่อของเธอด้วย (งานหนักละทีนี้) จนโดนชาวเน็ตล้อกันไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะเป็น ‘เธอเล่นกีฬาหนักจน Poo-ma’ (ล้อเลียนเสียงของคำว่า Poo ที่แปลว่าอุจจาระ กับคำว่า Pu ของแบรนด์)

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แบรนด์ Puma ต้องถอนสปอนเซอร์ แถมยังไม่กล้าปล่อยไลน์สินค้านั้น ๆ ออกมา เหตุเพราะมันถูกตราหน้าว่าเป็นรองเท้าอุจจาระไปแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายทั้งต่อตัว Joanna และทางแบรนด์ แต่ก็เข้าใจได้ว่าภาพลักษณ์ของนักกีฬาสาวไม่ดีเอาซะเลย แม้ว่าเธอจะออกมาขอโทษแล้วก็ตาม และภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่คอลแลบอย่างดิบดีก็เสียไปแล้ว คอลเลกชันนั้นหากปล่อยออกมาก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา นอกจากโดนตราหน้าว่าเป็น ‘Pooma’ ต่อไป

เราได้เรียนรู้อะไรจากเคสนี้ ?

จากเหตุการณ์นี้ สามารถแบ่งได้หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นสุขอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดที่ไม่ควรพลาด ต่อให้งานจะโปรโมตความแกร่ง ความเท่ หรือสร้างคุณค่ามาดีแค่ไหน แต่ถ้าละเลยความสะอาดหรือความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมเมื่อไร ภาพลักษณ์ทั้งหมดก็พังทลายลงในพริบตา ความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวกลบความดีงามของงานไปจนหมด

ปัญหาต่อมาคือ ความเด็ดขาดในการคุมวิกฤตหน้างาน ตอนเกิดเหตุ ผู้จัดดันปล่อยให้เรื่องดำเนินต่อไปโดยไม่ตัดไฟแต่ต้นลม จากอุบัติเหตุเฉพาะตัวบุคคล เลยกลายเป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของผู้จัดไปทันที การลังเล ไม่กล้าสั่งหยุดนักกีฬาเพื่อปกป้องภาพรวม ส่งผลเสียต่อแบรนด์รุนแรงกว่าการตัดสิทธิ์ผู้แข่งคนนั้นคนเดียวหลายเท่า

แถมยังเกิด ผลกระทบชิ่งไปยังสปอนเซอร์เต็ม ๆ อย่าง Puma ที่ซวยไปด้วย พอพรีเซนเตอร์และอีเวนต์กลายเป็นมีมล้อเลียนในโซเชียล มูลค่าสินค้าที่เตรียมเปิดตัวก็แทบสูญเปล่า เรื่องนี้สะท้อนเลยว่า แบรนด์ต้องมีแผนฉุกเฉินเพื่อตัดวงจรความเชื่อมโยงให้ไว ก่อนชื่อเสียงจะถูกตีตราด้านลบไปตลอด

สุดท้ายคือประเด็นการแถลงการณ์ที่ล่าช้าจนทำลายความน่าเชื่อถือ การออกมาขอโทษทีหลังแต่ไร้การเยียวยาที่เป็นรูปธรรม ผู้คนจะมองว่าเป็นการแก้ตัวเพื่อเอาตัวรอด ถึง Hyrox จะมาปรับกฎใหม่ทีหลัง แต่สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการจัดการเดี๋ยวนั้นหน้างาน การสื่อสารในภาวะวิกฤตจะกู้ศรัทธากลับมาได้ มีทางเดียวคือต้องยอมรับความผิดพลาด รับผิดชอบ และลงมือแก้ไขทันที

จากเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่แค่ Joana ที่ได้บทเรียนสำคัญไป แต่ Hyrox ก็ได้บทเรียนแถมเอนเกจแบบสุด ๆ ไปเลยล่ะ น่าเสียดายที่สร้างภาพจำเชิงบวกมาตลอด แต่กลับมาตกม้าตายเพราะการจัดการที่ไม่เด็ดขาด 

ถ้าถามว่าทั้ง Hyrox และ Puma มีโอกาสพลิกวิกฤตได้ไหม เดาว่าทำได้ แต่กว่าจะลบภาพจำ ‘ลาเต้อาบขา’ ได้ ก็คงต้องใช้เวลายาวนานแน่นอน

เรื่องที่คุณอาจสนใจ