ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลที่สำคัญของโลกมานานหลายปี ทั้งจากคุณภาพการรักษา บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และค่ารักษาพยาบาลที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับหลายประเทศ
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารับบริการทางการแพทย์ประมาณ 3.46 ล้านคนต่อปี โดยกลุ่มหลักมาจากมาเลเซีย จีน ประเทศในตะวันออกกลาง และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษามากที่สุดในโลก แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ กลับสะท้อนให้เห็นอีกโจทย์หนึ่งที่อุตสาหกรรมสุขภาพไทยกำลังเผชิญ
แม้สิงคโปร์จะมีผู้ป่วยต่างชาติเพียงประมาณ 700,000 คนต่อปี หรือน้อยกว่าไทยเกือบ 5 เท่า แต่สามารถสร้างมูลค่าทางการแพทย์ได้ใกล้เคียงกับประเทศไทย
หากอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุดคือ การรักษา 1 ครั้งในไทยมีมูลค่าเท่ากับ 1 บาท ขณะที่การรักษา 1 ครั้งในสิงคโปร์สามารถสร้างมูลค่าได้ถึง 5 บาท
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เป้าหมายของไทยในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนผู้ป่วยต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นจากผู้ป่วยแต่ละราย และยกระดับประเทศสู่การเป็น Premium Medical Hub ภายในปี 2570
สำหรับคำว่า Premium Medical Hub ในมุมมองของภาครัฐ ไม่ได้หมายถึงการเป็นประเทศที่มีค่ารักษาแพงขึ้น แต่หมายถึงการยกระดับคุณภาพของระบบบริการสุขภาพทั้งระบบ ตั้งแต่สถานพยาบาล บุคลากร การรักษา ไปจนถึงประสบการณ์ที่ผู้ป่วยได้รับระหว่างพักรักษาตัวในประเทศไทย
ทพ.อาคม อธิบายว่า ปัจจุบันไทยมีองค์ประกอบหลายอย่างที่พร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับนานาชาติ โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การขยายระยะเวลาวีซ่าสำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามารักษาพยาบาล
อย่างไรก็ตาม หากต้องการขยับไปสู่การเป็น Medical Hub ระดับพรีเมียมอย่างเต็มรูปแบบ ยังมีหลายเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนาเพิ่มเติม
ประเด็นแรกคือการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านผลงานวิจัยและผลงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อยืนยันคุณภาพและผลลัพธ์ทางการรักษาของประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อีกเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือการสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้กับผู้ป่วยต่างชาติ ตั้งแต่ก่อนเดินทางเข้าประเทศ ระหว่างการรักษา และหลังการรักษา
ตัวอย่างเช่น การมีแพลตฟอร์มกลางที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ต้น รู้ว่าควรเข้ารับบริการที่ใด ต้องเตรียมเอกสารอะไร สามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพจากประเทศต้นทางได้หรือไม่ หรือควรพักฟื้นที่ไหนหลังการรักษา
ขณะเดียวกัน เรื่องภาษายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มจากจีนและตะวันออกกลาง การมีล่ามหรือผู้ประสานงานที่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ตลอดกระบวนการรักษาจึงกลายเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการให้บริการระดับพรีเมียม
สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในประเทศต้นแบบที่สามารถเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ การเดินทาง ระบบประกัน และการดูแลผู้ป่วยเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมสุขภาพ
อีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนมองว่าการยกระดับ Medical Hub ของไทยในอนาคต จำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมการ
คุณแมทธิว โคตส์ กรรมการผู้จัดการ โรช ไทยแลนด์ มองว่า ไทยมีทั้งโรงพยาบาล เครื่องมือ และบุคลากรทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วขึ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รวมถึงการผลักดันแนวคิด Precision Medicine หรือการแพทย์แม่นยำ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับโรคและสภาพร่างกายของแต่ละคนมากขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงพยาบาลเอกชนมากกว่า 500 แห่ง และคลินิกกว่า 45,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยจะสามารถดึงผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มได้อีกกี่ล้านคน แต่เป็นการทำอย่างไรให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ สามารถสร้างมูลค่าได้มากขึ้นผ่านมาตรฐานการรักษา นวัตกรรม และประสบการณ์การดูแลที่ครบวงจร






