แบรนด์อิตาลียังขลังในสายตาผู้บริโภค เซ็นทรัลจับมือ ITA จัดมหกรรมอิตาเลียนไลฟ์สไตล์ CENTRAL DOLCE ITALIA ปีที่ 4 ดันยอดขายโต23%

แบรนด์อิตาลียังขลังในสายตาผู้บริโภค เซ็นทรัลจับมือ ITA จัดมหกรรมอิตาเลียนไลฟ์สไตล์ CENTRAL DOLCE ITALIA ปีที่ 4 ดันยอดขายโต23%

แม้โลกแฟชั่นกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ผันผวน พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการแข่งขันจากแบรนด์เกิดใหม่ทั่วโลก แต่หากพูดถึงประเทศที่ยังคงมีอิทธิพลต่อโลกไลฟ์สไตล์และลักชัวรี “อิตาลี” ยังคงเป็นชื่อที่ทรงพลังเสมอ

ไม่ว่าจะเป็น Gucci, Prada, Bottega Veneta, Ferragamo, Fendi หรือ Armani แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้ขายเพียงสินค้า แต่ขายภาพฝันเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ความประณีตของงานฝีมือ และมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมานานหลายร้อยปี

วันนี้ห้างสรรพสินค้าก็เริ่มเข้าใจว่า การนำเข้าแบรนด์อิตาลีมาวางขายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป นี่คือเหตุผลที่ทำให้ CENTRAL DOLCE ITALIA 2026 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ระหว่างเซ็นทรัล สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียน (ITA) ถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็นมากกว่างานรวมสินค้าอิตาลี แต่เป็นการสร้าง “Italian Lifestyle Experience” แบบครบมิติ

พร้อมเป้าหมายสำคัญในการผลักดันยอดขายสินค้าอิตาลีเติบโต 23%

แบรนด์อิตาลีในสายตาคนรุ่นใหม่

หากย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน ภาพจำของแบรนด์อิตาลีอาจเป็นเรื่องของความหรูหรา สถานะทางสังคม หรือสินค้าราคาแพงสำหรับคนบางกลุ่ม แต่สำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ในปัจจุบัน ความหมายของความเป็นอิตาลีเปลี่ยนไปพอสมควร

คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกซื้อ Prada หรือ Bottega Veneta เพียงเพื่อแสดงฐานะอีกต่อไป แต่กำลังมองหาแบรนด์ที่มีเรื่องราว มีงานฝีมือ และสะท้อนรสนิยมเฉพาะตัว พวกเขาเสพคอนเทนต์เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมมิลาน คาเฟ่ในฟลอเรนซ์ ร้านหนังสือเล็กๆ ในเวนิส หรือไลฟ์สไตล์แบบ Slow Living มากพอๆ กับการดูแฟชั่นโชว์

ดังนั้น อิตาลีในสายตาคนรุ่นใหม่จึงไม่ได้หมายถึงแบรนด์แฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง Ecosystem ของความงาม การออกแบบ อาหาร ศิลปะ และการใช้ชีวิต

นี่อาจเป็นเหตุผลที่เซ็นทรัลเลือกใช้แนวคิด “Architecture in Style” ในปีนี้ และเปลี่ยนพื้นที่ของห้างเซ็นทรัลชิดลมให้กลายเป็น “A Living Gallery” ที่เล่าเรื่องอิตาลีผ่านสถาปัตยกรรม ดีไซน์ และวัฒนธรรม 

อิตาลีขาย House Culture เก่ง

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมลักชัวรีทั่วโลก คือการที่แบรนด์พยายามเปลี่ยนตัวเองจาก Fashion Brand ไปสู่ Lifestyle Brand เพราะในโลกที่ผู้คนสามารถซื้อเสื้อผ้าได้จากแทบทุกที่ การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่วัฒนธรรมของแบรนด์

สิ่งที่แบรนด์อิตาลีทำได้ดีมาตลอดคือการสร้าง House Culture ที่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานฝีมือ การออกแบบ สถาปัตยกรรม อาหาร หรือแม้แต่ศาสตร์การใช้ชีวิต นั่นทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตนเองไม่ได้ซื้อกระเป๋าเพียงใบเดียว แต่กำลังซื้อคุณค่าและตัวตนบางอย่างที่แบรนด์นั้นยืนหยัด

ดังนั้น CENTRAL DOLCE ITALIA ได้ดึงแบรนด์จากหมวด Beauty, Home Living, Coffee, Kitchenware และ Fragrance เข้ามาร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น illy, De’Longhi, Bialetti, SMEG, Armani Beauty, Prada Beauty หรือ Valentino Beauty

จาก Retail Space สู่ Experience Destination

จากเดิมที่เซ็นทรัลทำหน้าที่เป็นพื้นที่ขายสินค้า กำลังกลายเป็น Curated Lifestyle Destination หรือจุดหมายด้านไลฟ์สไตล์ที่ทำหน้าที่คัดเลือกและเล่าเรื่องแทนแบรนด์

จะเห็นได้ว่าภายในงานมีมากกว่าการช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็น

  • Wine Tasting
  • Italian Coffee Experience จาก illy และ De’Longhi
  • Tiramisu Workshop
  • Leather Workshop
  • Embroidery Workshop
  • Italian Music Performance
  • Beauty Class จาก Armani Beauty, Prada Beauty และ Valentino Beauty

แฟชั่นคิดเป็นประมาณ 70% 

แม้การแข่งขันในตลาดลักชัวรีจะดุเดือดขึ้นทุกปี แต่ข้อมูลจากเซ็นทรัลยังสะท้อนว่า สินค้าอิตาลียังคงได้รับการตอบรับที่แข็งแรง แฟชั่นยังคงเป็นหมวดที่สร้างยอดขายหลัก คิดเป็นประมาณ 70% ของยอดขายสินค้าอิตาลีทั้งหมด ขณะเดียวกัน มูลค่าการใช้จ่ายต่อบิลในกลุ่ม Italian Brands ยังเพิ่มขึ้นในทุกหมวด โดยเฉพาะ Fashion ที่เติบโตถึง 20% จากปีก่อน

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ สัดส่วนลูกค้าต่างชาติที่เลือกซื้อสินค้าอิตาลีเพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ Shopping Destination ของนักท่องเที่ยวระดับกำลังซื้อสูง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มักมีความคุ้นเคยกับแบรนด์อิตาลีอยู่แล้ว

5 แบรนด์ใหม่ สะท้อนเทรนด์อิตาลียุคปัจจุบัน

นอกจากแบรนด์ลักชัวรียักษ์ใหญ่ ปีนี้ยังมีการเปิดตัว 5 แบรนด์ใหม่ ได้แก่ OKKIA, GASSA D’AMANTE, INZU, LORISTELLA และ MARNI KIDS แบรนด์ที่สะท้อนภาพของอิตาลียุคใหม่ได้ชัดเจน ทั้งการออกแบบร่วมสมัย ความยั่งยืน ศิลปะ งานฝีมือ และการเชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรม

โดยเฉพาะ INZU ที่นิยามกระเป๋าของตัวเองว่าเป็น “Wearable Architecture” หรือ GASSA D’AMANTE ที่เลือกใช้ Recycled Polyester ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่อง Sustainability ที่กำลังกลายเป็น Agenda สำคัญของอุตสาหกรรมอิตาลีในปัจจุบัน

ยุคที่ประเทศต้นกำเนิดกลายเป็นแบรนด์

ความน่าสนใจของ CENTRAL DOLCE ITALIA 2026 อยู่ที่การทำให้อิตาลีทั้งประเทศกลายเป็น “แบรนด์” รวมทั้งประสบการณ์ ความทรงจำ ความงามของงานดีไซน์ วัฒนธรรมอาหาร และวิถีชีวิตแบบอิตาเลียน ให้ผู้คนยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความรู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวบางอย่าง

แคมเปญจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน–24 พฤศจิกายน 2569 รวม 57 วัน โดยโปรโมชันของ CENTRAL DOLCE ITALIA 2026 ครอบคลุมทั้งห้างเซ็นทรัลชิดลม, ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ และห้างเซ็นทรัลภูเก็ต

เรื่องที่คุณอาจสนใจ