สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เตรียมเดินหน้าลงทุนในสตาร์ทอัพไทยผ่าน NIA Venture ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป หลังพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่เปิดทางให้หน่วยงานสามารถร่วมลงทุนและถือหุ้นในธุรกิจนวัตกรรมได้ จากเดิมที่ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านเงินอุดหนุนเป็นหลัก โดยหวังเติมช่องว่างด้านเงินทุนให้สตาร์ทอัพไทยเติบโตได้ต่อเนื่อง และเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นประโยชน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ทั้งด้านสุขภาพ อาหาร สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีสตาร์ทอัพราว 2,000 รายแต่มีเพียง 300-400 ราย ที่เติบโตจนได้รับความสนใจจากนักลงทุน ขณะที่สตาร์ทอัพอีกประมาณ 800 ราย ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจจำนวนมากขาดแคลนเงินทุน แม้จะมีเทคโนโลยีหรือไอเดียที่พร้อมต่อยอดเป็นธุรกิจ
ที่ผ่านมา NIA สนับสนุนสตาร์ทอัพมาแล้วกว่า 800 ราย ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากนักศึกษา นักวิจัยในมหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วยนวัตกรรม แต่ปัญหาที่พบคือ หลายธุรกิจสามารถเริ่มต้นได้ แต่ไปต่อไม่ได้ เพราะหาเงินลงทุนในช่วงขยายธุรกิจได้ยาก

เพื่อแก้ปัญหานี้ NIA จึงออกแบบ NIA Venture ให้รองรับการลงทุนในทุกช่วงของการเติบโต แทนที่จะสนับสนุนเฉพาะช่วงเริ่มต้นเหมือนที่ผ่านมา
งบลงทุน 40% จะนำไปช่วยสตาร์ทอัพที่เริ่มขยายธุรกิจและเตรียมก้าวสู่ตลาดทุน เพื่อให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาว โดยใช้กลไกการลงทุนผ่าน PE Trust
อีก 30% จะใช้สร้างเครือข่ายการลงทุนร่วมกับมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และกองทุนร่วมลงทุน เพื่อผลักดันสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูง และช่วยให้ระบบนิเวศการลงทุนของไทยแข็งแรงขึ้น ผ่านรูปแบบ Holding Company
ส่วน 30% สุดท้าย จะร่วมลงทุนกับนักลงทุนเอกชนในสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น เพื่อช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนได้เร็วขึ้น ผ่านรูปแบบ Corporate Co-Funding
ดร.กริชผกา กล่าวว่า การลงทุนทั้ง 3 รูปแบบมีเป้าหมายเดียวกัน คือการปิดช่องว่างด้านเงินลงทุน หรือ Missing Middle ซึ่งเป็นช่วงที่สตาร์ทอัพจำนวนมากเริ่มมีรายได้ มีลูกค้า และพร้อมขยายธุรกิจ แต่ยังไม่ใหญ่พอที่จะดึงดูดเงินลงทุนก้อนใหญ่ ทำให้หลายรายต้องหยุดการเติบโตกลางทาง
“NIA ไม่ได้ต้องการเข้าไปแทนนักลงทุนเอกชน แต่ต้องการเข้ามาช่วยแบ่งเบาความเสี่ยง เพื่อให้นักลงทุนกล้าลงทุนมากขึ้น และทำให้สตาร์ทอัพไทยมีโอกาสเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้” ดร.กริชผกา กล่าว
สำหรับการลงทุนรอบใหม่ NIA จะให้น้ำหนักกับ 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ Wellness, Food, Circular Economy, AI และ Creative โดยกลุ่ม Wellness ถูกจัดเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วย Food, Circular Economy, AI และ Creative เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่สามารถสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคและเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตรง
ดร.กริชผกา อธิบายว่า การให้ความสำคัญกับกลุ่มสุขภาพเป็นอันดับแรก เพราะหากประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยี Cell Therapy หรือแพลตฟอร์มสุขภาพ โรงพยาบาลก็จะมีทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสช่วยลดต้นทุนการรักษา ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐ
เช่นเดียวกับกลุ่มอาหาร เศรษฐกิจหมุนเวียน และ AI ที่ NIA มองว่าจะช่วยสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาของคนไทยได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านอาหาร โซลูชันลดปัญหา PM2.5 พลังงานสะอาด หรือยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งล้วนพัฒนาขึ้นจากความเข้าใจบริบทของผู้บริโภคไทย มากกว่าการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ทั้งหมด
อีกเป้าหมายสำคัญ คือการทำให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองมากขึ้น เพราะเมื่อบริษัทไทยเป็นเจ้าของนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา มูลค่าทางเศรษฐกิจก็จะหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ ลดการไหลออกของเงินไปยังต่างประเทศ ขณะเดียวกัน หากสตาร์ทอัพเหล่านี้เติบโตจนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ก็จะเพิ่มทางเลือกให้คนไทยลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีของประเทศตัวเองได้มากขึ้น
การเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมยังช่วยสร้างความต้องการแรงงานทักษะสูง ทั้งนักวิจัย วิศวกร นักพัฒนา AI นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และบุคลากรด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย และเปิดโอกาสให้คนไทยทำงานในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต
ดร.กริชผกา ยังยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสามารถสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแรงจากการมีกองทุนร่วมลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกองทุน Temasek ที่ช่วยดึงดูดทั้งเงินทุนและสตาร์ทอัพจากทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยต้องการให้ NIA Venture เข้ามาเติมเต็มบทบาทดังกล่าว เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่แข็งแรง และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยแข่งขันในระดับสากลได้มากขึ้น
ทั้งนี้ NIA เตรียมเริ่มดำเนินการลงทุนผ่าน NIA Venture ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพและธุรกิจนวัตกรรมไทยที่มีศักยภาพ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการเปิดรับโครงการและหลักเกณฑ์การสมัครได้ผ่านเว็บไซต์ http://www.nia.or.th และช่องทางสื่อสารของ NIA






