จากร้านชานมเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นด้วยสาขาเดียวในสยามสแควร์ ของสองยูทูบเบอร์ชื่อดังเจ้าของช่อง Bearhug วันนี้ BEARHOUSE เติบโตสู่แบรนด์ที่มีสาขามากกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท และขยายสาขาเป็น 90-100 แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ
ย้อนกลับไปก่อนก่อตั้ง BEARHOUSE คุณปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช (ซารต์) และคุณอรรถกร ศิริลัทธยากร (กานต์) เจ้าของช่อง YouTube Bearhug ที่ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 3.84 ล้านคน เป็นที่รู้จักจากคอนเทนต์รีวิวอาหารและท่องเที่ยว หนึ่งในคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการตระเวนชิมชานมจากหลายประเทศ โดยเฉพาะไต้หวัน จนเกิดความหลงใหลในวัฒนธรรมการดื่มชา และอยากสร้างร้านชาของตัวเองในแบบที่แตกต่างจากร้านชานมทั่วไป
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การใช้เวลากว่า 8-9 เดือน ในการวิจัยและพัฒนาสินค้า จนเกิด “ไข่มุกโมจิ” ที่พัฒนาจากแป้งข้าวไทย ให้มีเนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบ และเคี้ยวง่ายกว่าไข่มุกทั่วไป ก่อนก่อตั้ง บริษัท 21 ซันแพสชั่น จำกัด ในปี 2561 และเปิด BEARHOUSE สาขาแรกที่สยามสแควร์ ซอย 5 ในเดือนมิถุนายน 2562
การเปิดสาขาแรกได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งจากฐานผู้ติดตามของช่อง Bearhug ที่มีอยู่ราว 2.8 ล้านคน ในขณะนั้น และความแปลกใหม่ของเมนูชานมไข่มุกโมจิ จนเกิดภาพผู้บริโภคต่อคิวยาวหน้าร้านตั้งแต่วันแรก พร้อมสร้างรายได้ 16.8 ล้านบาท ในปีแรกของการดำเนินธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ทางแบรนด์ระบุว่า ความท้าทายหลังจากนั้นไม่ใช่การทำให้ร้านเป็นกระแส แต่คือการทำให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำ แม้จะไม่ใช่ผู้ติดตามของ Bearhug ก็ตาม
BEARHOUSE จึงเริ่มลงทุนทั้งด้านสินค้า วัตถุดิบ ระบบบริหาร และการฝึกอบรมพนักงาน เพื่อวางรากฐานให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ก่อนเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จาก 1 สาขา เป็น 4-5 สาขา และ 8 สาขา ในช่วงสองปีแรก ก่อนเร่งเปิดสาขาใหม่เฉลี่ย 1-2 แห่งต่อเดือน จนจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นแตะราว 20 แห่ง ในปี 2565 พร้อมผลักดันรายได้เติบโตสู่ 210 ล้านบาท
เมื่อเครือข่ายร้านมีขนาดใหญ่ขึ้น BEARHOUSE เริ่มขยายออกจากกรุงเทพฯ สู่หัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการลงทุนด้านระบบ การพัฒนาบุคลากร และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ปัจจุบันแบรนด์มีสาขามากกว่า 70 แห่ง สมาชิกกว่า 500,000 ราย และมียอดจำหน่ายรวมกว่า 4 ล้านแก้ว ในปี 2568
จากชานม ชาไทย จนถึงมัตจะ เทรนด์ของตลาดเครื่องดื่มเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมในแต่ละช่วงเวลา และวันนี้คือคิวของ “โมจิ” ทำให้ BEARHOUSE ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกชานมโมจิในประเทศไทย เดินหน้าต่อยอดจุดแข็งดังกล่าวด้วยการผลักดันโมจิ ให้เป็นมากกว่าท็อปปิ้งในเครื่องดื่ม แต่เป็นวัตถุดิบหลักที่สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต ผ่านนวัตกรรมแป้งข้าวไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยประเดิมด้วยการเปิดตัว “ซิลเวอร์มูนโมจิ” ในฐานะ Flagship Menu ของปี 2569

สำหรับปี 2569 BEARHOUSE ตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท พร้อมขยายสาขาสู่ 90-100 แห่ง และเตรียมเปิดโมเดลแฟรนไชส์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตในระยะถัดไป
อย่างไรก็ดี แม้ผลประกอบการปีล่าสุดจะขาดทุนสุทธิ 8.53 ล้านบาท แต่เป็นผลจากการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ทั้งการขยายสาขา การพัฒนาระบบ และการเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ของแบรนด์
ภาพรวมผลประกอบการและการขยายสาขา
- ปี 2562 รายได้ 16.8 ล้านบาท | กำไรสุทธิ 0.64 ล้านบาท
- ปี 2563 รายได้ 84.7 ล้านบาท | กำไรสุทธิ 12.2 ล้านบาท
- ปี 2564 รายได้ 117.8 ล้านบาท | กำไรสุทธิ 17.9 ล้านบาท
- ปี 2565 รายได้ 210.4 ล้านบาท | กำไรสุทธิ 20.6 ล้านบาท
- ปี 2566 รายได้ 320 ล้านบาท | กำไรสุทธิ 4.1 ล้านบาท
- ปี 2567 รายได้ประมาณ 395 ล้านบาท | กำไรสุทธิ 3.6 ล้านบาท
- ปี 2568 รายได้ 521.3 ล้านบาท | ขาดทุนสุทธิ 8.53 ล้านบาท
- ปี 2569 (เป้าหมาย) รายได้ 800 ล้านบาท



