จากโกดังการค้าและท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย วันนี้ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น กำลังเร่งเครื่องสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เดินหน้าเพิ่มพื้นที่ใหม่ 16,000 ตารางเมตร เตรียมเปิด Avatar: Guardians of Eywa ประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟภายใต้ลิขสิทธิ์ Avatar พร้อมต่อยอดโครงการเอเชียทีคที่มีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 8,000 ล้านบาท และมีพื้นที่รวม 224,000 ตารางเมตร หวังดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว แฟน Disney และแฟน Avatar จากทั่วโลก

คุณวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า บริษัทต้องการยกระดับเอเชียทีคให้เป็น World Destination ที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านประสบการณ์ระดับโลก จึงเลือก Avatar เพราะเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เข้าถึงผู้ชมได้ทุกวัย และมีฐานแฟนคลับทั่วโลก จึงเชื่อว่าจะสามารถสร้างแรงดึงดูดใหม่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น พร้อมผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านความบันเทิงระดับโลก
เบื้องหลังการลงทุนครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่จุดหมายปลายทางไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่ร้านค้า ร้านอาหาร หรือวิวสวยงามอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันด้วย “ประสบการณ์” ที่นักท่องเที่ยวหาไม่ได้จากที่อื่น ทำให้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระดับโลกกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก
AWC มองว่า Avatar เป็นแฟรนไชส์ที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนได้หลากหลายช่วงวัย จากความสำเร็จของภาพยนตร์ทั้ง 3 ภาคที่สร้างฐานแฟนทั่วโลก และทำรายได้ระดับประวัติศาสตร์ จึงเหมาะกับการต่อยอดเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของประเทศไทย ขณะเดียวกัน เนื้อหาของ Avatar ที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Building Better Future ของบริษัท ซึ่งต้องการนำเสนอประสบการณ์ความบันเทิงควบคู่กับแนวคิดด้านความยั่งยืน
โครงการใหม่นี้จะตั้งอยู่ภายใน Blue Dome at Asiatique Destination อาคารแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ย้ายมาจากงาน Expo 2025 Osaka ประเทศญี่ปุ่น และจะเป็นหัวใจของพื้นที่พัฒนาใหม่ขนาด 16,000 ตารางเมตร ภายในประกอบด้วยประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟ การแสดงสด เทคโนโลยีแสง สี เสียง ร้านค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมแบบอินเตอร์แอ็กทีฟ โดยตัว Avatar: Guardians of Eywa ที่อยู่ภายในโดม จะใช้พื้นที่จัดแสดงกว่า 4,000 ตารางเมตร และมีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2570 ขณะที่โครงการ Blue Dome หลักจะเปิดในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2569

การเปิดตัว Avatar ยังเป็นอีกก้าวของการยกระดับเอเชียทีคให้เป็น Experience-led IP Destination หลังตลอดช่วงที่ผ่านมา AWC ทยอยเพิ่มประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายบทบาทจากแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำไปสู่จุดหมายด้านความบันเทิงระดับโลก
หนึ่งในไฮไลต์คือ Jurassic World: The Experience ประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟจากแฟรนไชส์ภาพยนตร์ระดับโลก ที่พาผู้เข้าชมเข้าไปอยู่ท่ามกลางโลกของไดโนเสาร์ผ่านเทคโนโลยีและการจัดแสดงเสมือนจริง
สำหรับกลุ่มที่ชื่นชอบความตื่นเต้น เอเชียทีคยังมี Skyflyers: Wings of Garudapterus เครื่องเล่นลอยฟ้าความสูง 40 เมตร และ Mystery Mansion บ้านผีสิงธีมไทย ขณะที่ Asiatique Sky ชิงช้าสวรรค์ริมแม่น้ำยังคงเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของโครงการ
ด้านแนวคิดเรื่องความยั่งยืน AWC ได้พัฒนา Better World Better Future พื้นที่อิมเมอร์ซีฟที่ถ่ายทอดเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านเทคโนโลยีแสง สี เสียง และ THAINOSAUR Museum พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ไทยที่ต่อยอดองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาของประเทศ
นอกจากเครื่องเล่นและนิทรรศการแล้ว เอเชียทีคยังมีร้านอาหารและบาร์ริมน้ำ ตลาดไลฟ์สไตล์ เรือดินเนอร์ครูซ รวมถึงการแสดง Calypso Cabaret ที่ช่วยให้โครงการรองรับทั้งนักท่องเที่ยว ครอบครัว และกลุ่มไลฟ์สไตล์ได้ครบในจุดหมายเดียว
AWC ระบุว่า ปีนี้จำนวนร้านรีเทล ซึ่งเป็นผู้เช่าภายในโครงการเติบโตกว่า 30% ขณะที่จำนวนผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จนปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเฉลี่ยมากกว่า 50,000 คนต่อวัน ส่งผลให้บริษัทเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องในพื้นที่ทั้งหมดกว่า 224,000 ตารางเมตร ของเอเชียทีค ซึ่งมีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ที่สามารถแข่งขันกับแลนด์มาร์กระดับโลกที่อื่น ๆ ได้
ทั้งนี้ โครงการ Blue Dome at Asiatique Destination ซึ่งเป็นหัวใจของพื้นที่ใหม่ขนาด 16,000 ตารางเมตร มีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ขณะที่ Avatar: Guardians of Eywa จะเปิดให้ผู้เข้าชมสัมผัสประสบการณ์โลก Pandora ได้ในช่วงต้นปี 2570 ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น



