ไม่บ่อยนักที่พื้นที่ใจกลางศูนย์การค้าจะถูกเปลี่ยนให้มีบรรยากาศคล้ายแกลเลอรีศิลปะระดับนานาชาติ
แต่ทว่าในช่วงนี้ บริเวณชั้น M ของสยามพารากอน กำลังมีประติมากรรมเสือไซบีเรียขนาดใหญ่ยืนสะกดสายตาผู้คนอยู่กลางพื้นที่ ด้วยพื้นผิวสเตนเลสที่สะท้อนแสงระยิบระยับ และท่วงท่าที่ทั้งสง่างามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
ผลงานชิ้นนั้นคือ “Roaring No.2 啸” ประติมากรรมล่าสุดของ “คุณไช จื้อซง” (Cai Zhisong) ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนผู้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งปัจจุบันผลงานชิ้นนี้มีมูลค่าสูงถึง 399,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 12.8 ล้านบาท

งานของคุณไชไม่ได้มีจุดเด่นเพียงแค่ขนาดของประติมากรรมหรือมูลค่าในตลาดศิลปะ แต่คือวิธีที่เขาทำให้ “วัสดุแข็ง” อย่างสเตนเลส กลับมีอารมณ์ ความรู้สึก และพลังบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน
คุณไชเล่าว่า เขาใช้เวลากว่า 6 เดือนในการสร้างเสือตัวนี้ ผ่านการศึกษาท่าทางและพฤติกรรมของเสือไซบีเรียอย่างละเอียด ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ไปจนถึงแววตา เพราะสำหรับเขา “ดวงตา” คือส่วนสำคัญที่สุดของงานชิ้นนี้
เขาต้องการให้ผู้ชมรู้สึกถึงทั้ง “ความสง่า” และ “ความน่าเกรงขาม” ได้พร้อมกัน ผ่านเพียงการสบตากับประติมากรรมตรงหน้า
ยิ่งเมื่อเดินผ่านรอบตัวเสือ ผู้ชมจะพบว่าแสงที่ตกกระทบบนพื้นผิวสเตนเลสจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา ทำให้ตัวงานดูเหมือนมีชีวิตและเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ ภายในพื้นที่จัดแสดง
ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ “Spring Light” ที่จัดขึ้น ณ ฮอลล์ ออฟ มิลเลอร์ ชั้น M สยามพารากอน ซึ่งรวบรวมผลงานประติมากรรมกว่า 50 ชิ้น จากซีรีส์สำคัญของคุณไช ทั้ง Homegarden และ Rose
แม้ชื่อของเขาอาจยังไม่คุ้นสำหรับผู้ชมทั่วไปในไทยมากนัก แต่ในโลกศิลปะร่วมสมัย คุณไช จื้อซง ถือเป็นหนึ่งในประติมากรจีนที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของยุคปัจจุบัน
เขาจบการศึกษาด้านประติมากรรมจาก Central Academy of Fine Arts สถาบันศิลปะชั้นนำของจีน ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นอาจารย์ประจำของสถาบันเดียวกันในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากผลงานชุด Motherland ที่นำภาพจำทางประวัติศาสตร์มาตีความใหม่ผ่านภาษาของประติมากรรมร่วมสมัย จนคว้ารางวัล Taylor Prize จาก Paris Autumn Salon ในปี 2544 และทำให้ชื่อของเขาเริ่มถูกจับตาในเวทีศิลปะระดับโลก
หลังจากนั้น ผลงานของเขาก็เริ่มถูกสะสมโดยพิพิธภัณฑ์และสถาบันศิลปะในหลายประเทศ รวมถึงยังเคยสร้างสถิติราคาประมูลสูงสุดในตลาดศิลปะนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง
ในอีกด้านหนึ่ง งานของคุณไชยังเคลื่อนไปอยู่ในโลกของแบรนด์ลักชัวรีและธุรกิจระดับบนมากขึ้น ซึ่งเขาเคยร่วมงานมาแล้วกับทั้ง Porsche, Dior, Breguet, Moët & Chandon ไปจนถึง Waldorf Astoria สะท้อนว่า ประติมากรรมของเขาไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงวัตถุจัดแสดง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยและรสนิยมระดับพรีเมียม
กลุ่มผู้สะสมผลงานของเขาจึงครอบคลุมตั้งแต่นักสะสมงานศิลปะระดับบน นักลงทุนด้าน Art Investment พิพิธภัณฑ์ โรงแรมลักชัวรี ไปจนถึงองค์กรที่ต้องการงานศิลปะสำหรับพื้นที่สำคัญของโครงการระดับไฮเอนด์
ภายในนิทรรศการเดียวกัน ยังมี “The Soaring No.3 升” ประติมากรรมนกยูงหนักกว่า 300 กิโลกรัม มูลค่าราว 11.2 ล้านบาท จัดแสดงอยู่ด้วย

สำหรับวัฒนธรรมจีน นกยูงเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง ความสูงศักดิ์ และความรักที่มั่นคง ขณะที่ดอกเหมยหรือดอกบ๊วยที่นกยูงเกาะอยู่ ก็เป็นตัวแทนของความแข็งแกร่ง เพราะสามารถผลิบานได้แม้ท่ามกลางฤดูหนาว
เมื่อมองรวมกัน ภาพของเสือ นกยูง ดอกไม้ และผีเสื้อ อาจดูเหมือนเป็นองค์ประกอบที่ต่างกันคนละขั้ว แต่สำหรับคุณไช ทุกสิ่งล้วนสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์
มนุษย์มีทั้งด้านที่แข็งแกร่งและด้านที่อ่อนโยนอยู่พร้อมกันเสมอ เช่นเดียวกับที่โลกไม่ได้มีเพียงขาวหรือดำ ถูกหรือผิด
แนวคิดนี้ยังสะท้อนอยู่ในมุมมองที่เขามีต่อศิลปะ
คุณไชเชื่อว่า งานศิลปะไม่จำเป็นต้องถูกอธิบายทั้งหมด เพราะแต่ละคนสามารถรับรู้และตีความมันได้ด้วยประสบการณ์ของตัวเอง และแม้กาลเวลาอาจทำให้งานศิลปะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่สำหรับเขา คุณค่าที่สำคัญกว่าราคา อาจเป็นคุณค่าทางความรู้สึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่กับผู้คน แม้การได้มองงานชิ้นนั้นจะจบลงไปแล้วก็ตาม






