ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ทั่วโลกต้องมาเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต ไม่ใช่เพียงเพราะเรามีทะเลที่สวย มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีห้างสรรพสินค้าที่สร้างสรรค์ หรือมีถนนที่แม้รถติดยาวแค่ไหนก็ไม่เคยบีบแตรเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะ ‘นิสัยของคนไทย’ ที่ทำให้โลกของนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนมีสีสันมากขึ้น
บทความนี้จะเล่าถึง ‘ความไทย ๆ’ ที่ขนาดคนไทยกันเองหลายกลุ่มก็ยังใช้คำว่า ‘เป็นคนไทยนี่มันสนุกจริง ๆ’ ว่าในประเทศสยามเมืองยิ้มนี้ มีอะไรที่ทำให้ต่างชาติติดอกติดใจ ต้องหวนกลับมาประเทศเราทุกครั้งที่มีโอกาสและหลาย ๆ คนก็ไม่อยากกลับบ้านจนมักจะเกิดเหตุการณ์ ‘The Thailand Effect’
เพราะความ ‘ไทย ๆ’ ที่ทำให้ใครก็ไม่อยาก Say Goodbye ?
‘คนไทยใจดีจริง ๆ นะ’ ‘พวกเขาคือคนที่น่ารักและตลกที่สุดที่ฉันเคยเจอเลยล่ะ’ งคนไทยยูนีกมาก และหลาย ๆ ครั้งเราก็เอาตัวรอดได้เพราะพวกเขา’ ‘ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันเที่ยวที่นี่มา 2 เดือนแล้ว รู้สึกเหมือนเพิ่งมาเมื่อวานเอง’
ทั้งหมดนี้และอีกมากมาย คือความคิดเห็นของชาวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทย โดยพวกเขาทั้งหลายก็ต่างใช้คีย์เวิร์ด ‘The Thailand Effect’ เป็นการบรรยายความรู้สึกที่ต้องกลับประเทศแม่ของตนเอง เพื่อเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปทำงาน กลับไปเรียนต่อ กลับไปใช้ชีวิต แต่ก็ยังซึมเพราะไม่อยากกลับ ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตที่นี่มานาน ขอหยิบมุมมองนี้มาเล่าว่าความมีน้ำใจและการชอบช่วยเหลือผู้อื่นของคนไทยไม่ได้เกิดขึ้นแบบลอย ๆ แต่ดูเหมือนว่าจะฝังรากลึกมาจากกรอบความคิดที่ว่า ‘ถ้าพวกเราไม่ช่วยกันเอง ไม่สร้างความสุขด้วยตัวเอง แล้วใครจะลงมือทำ’ แนวคิดนี้แหละที่หล่อหลอมจนกลายเป็น ‘Sabai Sabai Culture’ หรือวัฒนธรรมความสบาย ๆ ที่ต่างชาติชื่นชอบ อีกทั้งคนไทยยังมีน้ำใจ เพราะก็อย่างที่เขาว่ากันว่าน้ำใจยิ่งให้ยิ่งได้
พอความตึงเครียดจากต่างบ้านต่างเมืองมาปะทะกับความชิลล์ของบ้านเรา ทุกอย่างจึงดูเบาลงทันที เมืองไทยเลยกลายเป็นประเทศที่อยู่สนุกและมีเสน่ห์ ไม่ว่าคุณจะเดินไปมุมไหนก็มักเจอเรื่องราวชวนอมยิ้ม ตั้งแต่คุณป้าเข็นรถผลไม้ไปจนถึงผู้คนที่ยังยิ้มรับแม้ในสถานการณ์ชวนปวดหัวความเป็นกันเองแบบไม่ห่วงมาดนี้เอง ที่ช่วยสลายความกังวลให้นักท่องเที่ยว และสร้างประสบการณ์สุดประทับใจแบบที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม
ทั้งนี้จากการสังเกตการณ์และการหาข้อมูลมาหลายส่วนประกอบกัน ประเทศไทยจัดเป็นเศรษฐกิจรายได้ปานกลางระดับบนตามการจัดกลุ่มของธนาคารโลก และเป็นสังคมกลุ่มนิยมตามกรอบ Hofstede งานวิจัยข้ามประเทศชี้ว่าความมั่งคั่งมักมาพร้อมความเป็นปัจเจกที่สูงขึ้น และคนในประเทศรายได้ต่ำมักรายงาน ‘การช่วยเหลือคนแปลกหน้ามากกว่า’ ขณะที่คนในประเทศรายได้สูงแสดงการช่วยเหลือผ่านการบริจาคและจิตอาสา
อาจจะพูดได้ว่าประเทศไทยมีการสร้างความอบอุ่นความน่ารัก ความช่วยเหลือกันในแบบที่ประเทศพัฒนาแล้วไม่มี เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะมีความเป็นปัจเจกสูง การใส่ใจกันและกันเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเนื่องจากระบบ และโครงสร้างถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก และความสบายใจให้ประชากรอยู่แล้ว ก็เป็นไปได้
ความคุ้มค่าที่จ่ายน้อยแต่ได้ประสบการณ์หลักล้าน
แน่นอนว่านอกจากวัฒนธรรมแบบ Sabai Sabai Culture แล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ‘ความคุ้มค่าที่จ่ายน้อยแต่ได้ประสบการณ์หลักล้าน’ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่เป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้จริงตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากโรงแรมเลยก็ว่าได้ บางคนการเริ่มต้นวันด้วยกลิ่นหอมควันไฟจากเตาย่างหมูปิ้งริมถนน ซื้อกินคู่กับข้าวเหนียวร้อน ๆ ในราคาเพียง 20-40 บาท
บ้างก็นั่งเก้าอี้พลาสติกธรรมดา ๆ ซดน้ำซุปเข้มข้นของก๋วยเตี๋ยวเรือในราคาแค่หลักสิบ ก่อนจะออกเดินทางไปสัมผัสความวิจิตรตระการตาระดับโลก เพียงจ่ายค่าตั๋วไม่กี่ร้อยบาทก็เข้าไปเดินทอดน่องชมความงามของสถาปัตยกรรมไทยที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือนั่งเรือข้ามฟากรับลมเย็น ๆ บนแม่น้ำเจ้าพระยาไปดูแสงแดดสะท้อนยอดเจดีย์ของวัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นภาพจำที่งดงามและให้ความรู้สึกขลังแบบสุด ๆ หรือถ้าอยากหนีความวุ่นวายไปหาธรรมชาติ กำเงินเพียงไม่กี่พันบาทก็บินลงใต้ไปโผล่ที่สวรรค์เขตร้อนอย่างหมู่เกาะพีพีและอ่าวมาหยา พอพระอาทิตย์ตกดิน ถนนหลายสายก็เปลี่ยนเป็นสวรรค์ของนักกิน เสียงตะหลิวเคาะกระทะตามสตรีตฟู้ดดังขึ้นพร้อมกลิ่นหอมของผัดไทย หรือส้มตำไก่ย่างรสแซ่บที่โขลกกันสด ๆ ริมทาง
ทั้งหมดนี้คือความอร่อยระดับรางวัล บิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmand) หรือมิชลินไกด์ ที่นักท่องเที่ยวควักแบงก์ร้อยจ่ายได้แบบชิล ๆ การมาเที่ยวเมืองไทยจึงเป็นการเปิดประสบการณ์ระดับ VIP ที่ต่อให้ไม่ได้มีงบมหาศาล ก็กอบโกยความสุข รสชาติ และความทรงจำที่หรูหรากลับไปได้แบบล้นกระเป๋า
สำหรับ The Thailand Effect ที่นักท่องเที่ยวต้องกลับไปประเทศตัวเองเพื่อกินอาหารที่บ้านแล้วรู้สึกว่ารสชาติจืดชืด ความรู้สึกเหงาเมื่อเดินไปตามถนนที่เงียบสงบและเป็นระเบียบเกินไปจนขาดสีสัน หรือการเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วไม่มีพนักงานชวนคุยหรือส่งยิ้มให้ ชีวิตคาดเดาได้ไม่ตื่นเต้นเหมือนอยู่ที่เมืองไทย ทำให้พวกเขาขาด ‘ความไทย ๆ’ จึงไม่แปลกใจที่จะทำให้คิดถึงและไม่อยากกลับทุกครั้งที่ได้มาเยือน
เล่ามาถึงขนาดนี้ คงไม่น่าแปลกใจแล้วว่าเพราะอะไรต่างชาติถึงต้องมี ‘The Thailand Effect’ กันถ้วนหน้า เพราะถ้าเราได้ออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ เจอคนน่ารัก เจอวัฒนธรรมที่ทำให้ชีวิตเอนจอยหรือได้ใช้ชีวิตในแบบที่แตกต่างจากเดิม เราเองก็อาจจะได้มีเอฟเฟคแบบนี้ด้วยเช่นกัน จริงไหม ?






