“ถ้าไม่ตั้งใจเรียน ก็จะเป็นแบบพี่เขานะ” จาก รปภ. สู่มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน คำพูดที่ตั้งใจสอนลูก แต่อาจกำลังลดคุณค่าของใครอีกคน

“ถ้าไม่ตั้งใจเรียน ก็จะเป็นแบบพี่เขานะ” จาก รปภ. สู่มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน คำพูดที่ตั้งใจสอนลูก แต่อาจกำลังลดคุณค่าของใครอีกคน

“ถ้าไม่ตั้งใจเรียน โตไปก็จะเป็นแบบพี่เขานะ” ประโยคที่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยใช้เตือนลูก อาจฟังดูเป็นเรื่องปกติในหลายสังคม รวมถึงประเทศไทย แต่สำหรับ คุณหยาง เสี่ยว อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชาวจีนวัย 31 ปี คำพูดดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเดินหน้าตามความฝัน จนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน และ Top 20 ของโลก จากการจัดอันดับ QS World University Rankings ได้สำเร็จ

เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงความพยายามของชายคนหนึ่ง หากยังชวนให้ตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วสังคมกำลังให้คุณค่ากับผู้คนจากความสามารถและความตั้งใจ หรือจากชื่ออาชีพและระดับการศึกษาที่พวกเขามี

คุณหยางเติบโตในเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง และใฝ่ฝันอยากเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวมาตั้งแต่วัยเด็ก แต่หลังสอบ Gaokao หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของจีนในปี 2013 เขาได้รับการตอบรับเข้าเรียนที่ Central Academy of Fine Artsสถาบันวิจิตรศิลป์ชั้นนำของจีน ก่อนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิจิตรศิลป์ในปี 2018

หลังเรียนจบ เขากลับไปเปิดโรงเรียนสอนศิลปะที่บ้านเกิด แต่ความฝันในการเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชิงหัวไม่เคยหายไป เขาจึงสมัครสอบเข้าหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ทว่าการสอบครั้งแรกกลับจบลงด้วยความผิดหวัง เมื่อคะแนนของเขาไม่ถึงเกณฑ์รับเข้า

แม้จะพลาดเป้าหมาย แต่เขาไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ ระหว่างเตรียมสอบ ชีวิตกลับต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ เมื่อถูกหญิงที่รู้จักผ่านโลกออนไลน์หลอกให้โอนเงินหลายครั้งจนสูญเงินไปมากกว่าหนึ่งล้านหยวน ส่งผลให้โรงเรียนสอนศิลปะที่ก่อตั้งขึ้นต้องปิดตัวลง

เพื่อหาเลี้ยงตัวเอง คุณหยางจึงทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดอยู่หนึ่งปี ก่อนย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในหอพักนักศึกษานานาชาติภายในมหาวิทยาลัยชิงหัวเป็นเวลากว่าสองปี

ทุกเช้า เขาแอบเข้าไปนั่งฟังการบรรยายภายในมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมสอบ ขณะที่ช่วงกลางคืนก็ใช้เวลาฝึกภาษาอังกฤษกับนักศึกษาต่างชาติระหว่างปฏิบัติหน้าที่ กระทั่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัย ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีเวลาทุ่มเทกับการอ่านหนังสือมากกว่าเดิม

คุณหยางเคยให้สัมภาษณ์ว่า ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานไม่ใช่สิ่งที่ยากที่สุด แต่สิ่งที่หนักหนากว่าคือการได้มองเห็นชีวิตที่ตัวเองใฝ่ฝันอยู่ทุกวัน ขณะที่ตัวเองยังไปไม่ถึง

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกลับเปลี่ยนมุมมองของเขาที่มีต่อผู้คน เขาบอกว่าเมื่อได้ลงมือทำงานด้วยตัวเอง จึงเข้าใจว่าทุกอาชีพต่างมีคุณค่าและมีบทบาทสำคัญต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พนักงานทำความสะอาด หรืออาชีพใดก็ตาม ล้วนสมควรได้รับความเคารพไม่ต่างกัน

แต่เหตุการณ์ที่เขาจดจำได้มากที่สุด กลับไม่ใช่วันที่สอบไม่ติด หากเป็นวันที่แม่คนหนึ่งชี้มาที่เขาแล้วพูดกับลูกว่า

“ถ้าไม่ตั้งใจเรียน โตไปก็จะเป็นแบบพี่เขานะ”

แม้คำพูดนั้นจะสร้างความเจ็บปวด แต่คุณหยางเลือกเปลี่ยนมันให้กลายเป็นแรงผลักดัน เขาไม่หยุดสอบ ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง จนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สามารถสอบเข้าระดับ ปริญญาโท คณะ Academy of Arts and Design ของมหาวิทยาลัยชิงหัวได้สำเร็จในการสอบครั้งที่ 8

ปัจจุบัน เขาศึกษาด้าน มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) และ นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation) โดยตั้งใจเรียนให้จบภายใน 2 ปี จากหลักสูตรปกติ 3 ปี เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเงิน

เป้าหมายต่อไปของคุณหยาง คือการคว้าทุนเต็มจำนวนเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) เพื่อต่อยอดงานวิจัยด้านมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แม้เรื่องราวนี้จะเกิดขึ้นในประเทศจีน แต่ประโยคลักษณะเดียวกันกลับพบได้ไม่ยากในสังคมไทย

หลายคนอาจเคยได้ยินคำพูดอย่าง “ไม่ตั้งใจเรียนก็ต้องไปเป็น รปภ.” “เดี๋ยวก็ต้องไปเป็นกรรมกร” หรือ “ไม่เรียนหนังสือก็ต้องไปกวาดถนน” คำพูดที่ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยใช้เพื่อกระตุ้นให้เด็กเห็นความสำคัญของการศึกษา

แม้เจตนาจะเป็นการสอนให้ขยันเรียน แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำพูดเหล่านี้ก็อาจกำลังส่งสารว่าอาชีพบางประเภทมีคุณค่าน้อยกว่า และถูกใช้เป็นภาพแทนของ “ความล้มเหลว” โดยไม่รู้ตัว

สังคมไทยเองก็เคยมีเรื่องราวในลักษณะเดียวกัน

เมื่อปี 2565 คุณผดุงเกียรติ พรหมแก้ว อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สามารถสอบผ่านการคัดเลือกเป็นอัยการผู้ช่วยได้ในวัย 29 ปี หลังใช้เวลากว่า 10 ปีเดินตามเป้าหมาย ขณะที่ คุณลัดดาวรรณ หลวงอาจ อดีตสาวโรงงาน ก็เรียนจบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง สอบผ่านเนติบัณฑิตไทย และก้าวสู่ตำแหน่งผู้พิพากษาได้สำเร็จในวัยเพียง 27 ปี

เรื่องราวเหล่านี้ได้รับคำชื่นชมในฐานะตัวอย่างของความพยายาม แต่ขณะเดียวกันก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า เรากำลังชื่นชม “ความมุ่งมั่น” ของพวกเขา หรือกำลังชื่นชมเพราะพวกเขาสามารถก้าวจากอาชีพที่สังคมมองว่ามีสถานะต่ำ ไปสู่อาชีพที่ได้รับการยอมรับมากกว่า

เพราะหากวันหนึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สาวโรงงาน หรือพนักงานทำความสะอาด เลือกทำอาชีพของตนด้วยความภาคภูมิใจโดยไม่คิดเปลี่ยนเส้นทาง พวกเขาก็ควรได้รับการยอมรับในคุณค่าของงานไม่ต่างจากอาชีพอื่น

บางที สิ่งที่ควรถูกจดจำจากเรื่องราวของคุณหยาง อาจไม่ใช่การสอบติดมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีน หากเป็นวันที่เขาถูกใช้เป็นตัวอย่างของ “ชีวิตที่ไม่ควรเป็น”

เพราะคำถามที่เรื่องนี้ทิ้งไว้ ไม่ใช่ว่าทุกคนควรเรียนให้สูงที่สุด แต่คือเหตุใดอาชีพสุจริตบางอาชีพ จึงยังถูกใช้เป็นบทลงโทษในคำสอนของผู้ใหญ่ และเมื่อถึงวันนั้น เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงแล้ว เรากำลังวัดคุณค่าของคนจากความเป็นมนุษย์ หรือจากชื่ออาชีพและระดับการศึกษาที่เขามี

เรื่องที่คุณอาจจะสนใจ