ทุกวันนี้ หลายแบรนด์ไม่ได้แบ่งลูกค้าแค่ตามเพศหรืออายุอีกต่อไป แต่หันมาทำความเข้าใจว่า ผู้บริโภคใช้ชีวิตอย่างไร และเลือกใช้เงินกับอะไร เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจพัฒนาสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น
หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับความสนใจมากขึ้นคือ LGBTQ+ หลังข้อมูลหลายชุดชี้ตรงกันว่า คนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง และพร้อมใช้จ่ายกับสิ่งที่ช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ฟิตเนส หรือสินค้าพรีเมียม

ดร. ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลจาก True Data 2026 ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค LGBTQ+ ในเขตเมือง พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มรายได้สูง นิยมเลือกซื้อสินค้าพรีเมียม อาศัยอยู่ในคอนโดถึง 93.7% และออกกำลังกายเป็นประจำถึง 98.9%
ข้อมูลจาก True Data ยังพบว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน เดินห้างระดับพรีเมียมอย่าง CentralWorld, Siam Paragon, EmQuartier และ Dusit Central Park สนใจแฟชั่น ศิลปะ และการออกแบบ รวมถึงใช้งาน Instagram เป็นประจำ ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการเลือกใช้สินค้าและบริการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์
เมื่อมองลึกลงไปในพฤติกรรมการใช้จ่าย พบว่า การท่องเที่ยวและการซื้อประสบการณ์ เป็นหมวดที่ใช้จ่ายมากที่สุด คิดเป็น 30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด รองลงมาคือ ร้านอาหารและคาเฟ่ 25% ความงาม สกินแคร์ และคลินิก 20% แฟชั่นและสินค้าส่วนบุคคล 15% และ สุขภาพ ฟิตเนส และการดูแลตัวเอง 10% ทำให้หลายธุรกิจในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจสุขภาพ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น

ข้อมูลจาก LGBT Capital และ Nielsen Consumer Insights ยังระบุว่า ประเทศไทยมีมูลค่าตลาด Pink Economy มากกว่า 3.4 แสนล้านบาทต่อปี ติดอันดับ 10 ของโลก และเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย ขณะที่ผู้บริโภค LGBTQ+ ในเขตเมืองมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 55,000-85,000 บาทต่อเดือน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วไปในกรุงเทพฯ ราว 30-40%
อีกปัจจัยที่ทำให้กลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง คือผู้บริโภคจำนวนมากอยู่ในรูปแบบ Double Income, No Kids (DINKs) หรือคู่รักที่มีรายได้จากทั้งสองฝ่ายแต่ไม่มีบุตร ทำให้มีรายได้เหลือสำหรับการใช้จ่ายมากกว่าครัวเรือนทั่วไป จึงนิยมใช้เงินกับการท่องเที่ยว ร้านอาหารระดับพรีเมียม ฟิตเนส คลินิกความงาม แฟชั่น และสินค้าแบรนด์หรู
ด้วยกำลังซื้อและไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน ผู้บริโภค LGBTQ+ จึงกลายเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญที่หลายธุรกิจหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ตั้งแต่โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร แบรนด์แฟชั่น ธุรกิจสุขภาพ ไปจนถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้เลือกซื้อสินค้าแค่จากราคา แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และแบรนด์ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของพวกเขา






