ตลาดนม 7 หมื่นล้านกำลังโตยาก คนไทยเริ่มมองหาโปรตีนบนฉลาก ดัชมิลล์เร่งพอร์ต “นมโปรตีน” สู่พื้นที่เติบโตใหม่

ตลาดนม 7 หมื่นล้านกำลังโตยาก คนไทยเริ่มมองหาโปรตีนบนฉลาก ดัชมิลล์เร่งพอร์ต “นมโปรตีน” สู่พื้นที่เติบโตใหม่

โปรตีนกำลังหลุดออกจากโลกของคนออกกำลังกายมาอยู่บนชั้นวางสินค้าทั่วไป ตั้งแต่นม โยเกิร์ต ไปจนถึงเครื่องดื่มหลายประเภท เมื่อผู้บริโภคเริ่มดูฉลากละเอียดขึ้นว่าแต่ละผลิตภัณฑ์ให้อะไรกลับมาบ้าง ดัชมิลล์จึงเพิ่มน้ำหนักพอร์ตสินค้าสุขภาพ โดยเฉพาะ “นมโปรตีน” ในจังหวะที่ตลาดนมมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาทเริ่มโตได้จำกัด ขณะที่ตลาดนมโปรตีนกลับขยายตัวจาก 3,500 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 5,000 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะขึ้นไปแตะ 6,000 ล้านบาทในปี 2569

ถ้าเมื่อก่อนคำว่า “โปรตีน” ทำให้นึกถึงอกไก่ ไข่ต้ม หรือเชกเกอร์หลังออกกำลังกาย วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เพราะโปรตีนกำลังกลายเป็นหนึ่งในข้อมูลที่แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มหยิบขึ้นมาโชว์บนฉลาก ตั้งแต่นม โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง ไปจนถึงเครื่องดื่มอีกหลายประเภท เรียกว่าตอนนี้เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีโอกาสเจอคำว่า “โปรตีน” จนเลือกกันไม่ถูก

เบื้องหลังการแข่งขันบนชั้นวางคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่ละเอียดขึ้นกว่าเดิม ดัชมิลล์ระบุว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น พร้อมมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลน้อยลง และมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น เช่น โปรตีนและโพรไบโอติก 

ขณะเดียวกัน ตลาดนมโดยรวมไม่ได้โตง่ายเหมือนเดิม โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์นม ทั้ง Liquid Milk และ Cup Yoghurt มีมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2025 และดัชมิลล์ยังครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% แต่ภาพรวมตลาดอยู่ในภาวะทรงตัว เมื่อพื้นที่เดิมโตจำกัด การมองหากลุ่มสินค้าที่โตเร็วกว่าจึงกลายเป็นทิศทางที่บริษัทให้น้ำหนักมากขึ้น 

หนึ่งในตลาดที่ดัชมิลล์เห็นโอกาสคือ “นมโปรตีน” ซึ่งกำลังโตสวนทางกับตลาดนมโดยรวม โดยข้อมูลระบุว่า ตลาดมีมูลค่าประมาณ 3,500 ล้านบาทในปี 2567 ก่อนเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะขึ้นไปแตะ 6,000 ล้านบาทในปี 2569

ตลาดที่โตเร็วก็ย่อมไม่ได้มีแค่คนเดียวที่เห็นโอกาส เพราะวันนี้นมโปรตีนนอกจากดัชมิลล์แล้ว ยังมีแบรนด์อื่น ๆ เข้ามาแข่งขันมากขึ้น เช่น Meiji High Protein, Hooray! และ Tofusan High Protein เป็นต้น ทำให้การแข่งขันบนชั้นวางเข้มข้นขึ้นตามไปด้วย

ดัชมิลล์จึงเร่งทำตลาด “โปรเท็น” ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์โปรตีนสูง ภายใต้การดูแลของดัชมิลล์ โดยวางเป้าหมายให้แบรนด์ขยับจากอันดับ 3 ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในตลาดนมโปรตีน และต้องการรักษาตำแหน่งดังกล่าวให้ได้ ท่ามกลางตลาดที่มีผู้เล่นหลายรายเข้ามาแบ่งพื้นที่กันมากขึ้น

แต่ภาพที่ดัชมิลล์กำลังวางไม่ได้มีแค่ “โปรตีน” เพราะบริษัทยังจัดพอร์ตสินค้าสุขภาพภายใต้ “The 4P Health Innovation Strategy” ประกอบด้วย Protein, Plant-based, Probiotic และ Purity โดยมีทั้ง Proten และ ดีน่า ไฮโปรตีน อยู่ในกลุ่ม Protein, Beanwell ในกลุ่ม Plant-based รวมถึง ดัชชี่ Bio และ DR-1 ในกลุ่ม Probiotic ขณะที่ Purity เน้นผลิตภัณฑ์ที่ลดการปรุงแต่ง 

อีกสัญญาณหนึ่งคือการที่ดัชมิลล์ให้ความสำคัญกับ “ตราทางเลือกสุขภาพ” มากขึ้น โดยจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตราดังกล่าวมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบระหว่างปี 2567–2568 และบริษัทตั้งเป้าให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์มีสัดส่วนมากกว่า 50% ของพอร์ตทั้งหมดในอนาคต 

คุณจิตรภณ ไตรรัตน์วรวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทดัชมิลล์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยบริษัทนำเกณฑ์ตราทางเลือกสุขภาพมาใช้เป็นหนึ่งในแนวทางตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ให้มากกว่า 50% ของพอร์ตทั้งหมดในอนาคต 

เรื่องนี้จึงไม่ได้จบแค่การทำสินค้าให้มีโปรตีนมากขึ้น แต่ยังรวมถึงการทำให้ผู้บริโภคมองเห็นและเลือกสินค้าสุขภาพได้ง่ายขึ้น ดัชมิลล์จึงเปิดตัวแคมเปญ “ตรวจตราให้มั่นใจ ด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องหมายทางเลือกสุขภาพจากดัชมิลล์” พร้อมพัฒนา “Healthier Shelf” ในช่องทางค้าปลีก เพื่อรวมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพไว้ในพื้นที่เดียวกัน 

ปัจจุบัน บริษัทมีช่องทางการขายทั้งในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านค้าทั่วไป Direct Sale และออนไลน์ รวมถึง Dutch Mill eStore ที่ส่งผลิตภัณฑ์ตรงจากโรงงานด้วยระบบ Cold Chain เพื่อควบคุมอุณหภูมิระหว่างการจัดส่งถึงผู้บริโภค 

เรื่องที่คุณอาจสนใจ