เริ่มธุรกิจวัย 22 เจ้าของลิขสิทธิ์ Care Bears ปั้นรายได้แตะ 800 ล้านบาท จากอินไซต์คนรุ่นใหม่ซื้อคาแรกเตอร์ไว้ “บอกตัวตน”

เริ่มธุรกิจวัย 22 เจ้าของลิขสิทธิ์ Care Bears ปั้นรายได้แตะ 800 ล้านบาท จากอินไซต์คนรุ่นใหม่ซื้อคาแรกเตอร์ไว้ “บอกตัวตน”

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การห้อยคาแรกเตอร์อย่าง Care Bears หรือ Monchhichi กลายเป็นแฟชั่นของคนรุ่นใหม่ที่ใช้แสดงตัวตน หนึ่งในบริษัทที่เติบโตไปพร้อมกับกระแสดังกล่าวคือ Take Toys บริษัทสัญชาติไทย ผู้ถือลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ระดับโลก ที่ก่อตั้งโดย คุณอักษร จันทรโรจน์วานิช หรือ “คุณแก้ม” ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุเพียง 22 ปี ก่อนพาบริษัทสร้างรายได้กว่า 800 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งล่าสุดเปิดตัว “ตุ๊ตา (Tuta)” คาแรกเตอร์ลิขสิทธิ์ไทยตัวแรกของบริษัท เพื่อปั้น IP ของตัวเอง เพิ่มมูลค่าธุรกิจ และลดการพึ่งพาลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้ารายได้ 1,200 ล้านบาทในปี 2569

คุณอักษร จันทรโรจน์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด กล่าวว่า ตนเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุเพียง 22 ปี จากการนำเข้าสินค้าคาแรกเตอร์ ก่อนค่อย ๆ ขยายสู่การเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์และผู้พัฒนาสินค้าคาแรกเตอร์ระดับโลก ปัจจุบันบริษัทดูแลลิขสิทธิ์แบรนด์ชั้นนำหลายราย และสร้างรายได้กว่า 800 ล้านบาทในปี 2568

แม้หลายคนจะมองว่าธุรกิจคาแรกเตอร์เป็นตลาดของเด็ก แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าหลักของบริษัทกลับเป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่เลือกซื้อคาแรกเตอร์มาห้อยกระเป๋า กางเกง หรือใช้เป็นพวงกุญแจ เพื่อสะท้อนตัวตนผ่านบุคลิกและเรื่องราวของตัวละครที่ชื่นชอบ

นอกจากการสะท้อนตัวตนแล้ว ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังเลือกซื้อคาแรกเตอร์เพื่อเป็น “ของฮีลใจ” ขณะที่บางคนซื้อเป็นของขวัญให้คนรักหรือเพื่อน ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากจีนและไต้หวัน นิยมซื้อคาแรกเตอร์กลับประเทศครั้งละจำนวนมากเพื่อนำไปเป็นของฝาก ส่งผลให้ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทแบ่งเป็นคนไทยประมาณ 60% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40%

ขณะเดียวกัน กระแส Blind Box หรือกล่องสุ่ม ยังเข้ามาช่วยขยายตลาดให้เติบโตเร็วขึ้น จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ชื่นชอบการลุ้นและการสะสม ทำให้หลายคนกลับมาซื้อซ้ำเพื่อสะสมคอลเลกชันให้ครบ ส่งผลให้สินค้าประเภทพวงกุญแจและตุ๊กตาขนาดเล็ก กลายเป็นสินค้าที่สร้างยอดขายสูงสุดของบริษัทในปัจจุบัน

ปัจจุบัน Take Toys ได้รับความไว้วางใจให้บริหารลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ระดับโลกหลายแบรนด์ อาทิ Care Bears, Monchhichi, Disney, Sesame Street, Peanuts, Esther Bunny และ Teletubbies พร้อมทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ออกแบบและผู้ผลิต (Design & Manufacturer) ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยใช้ทีมดีไซเนอร์ไทยในการพัฒนาสินค้าเพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

Take Toys เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ปี 2566 รายได้ 257.11 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3.5 ล้านบาท

ปี 2567 รายได้ 542.18 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6.7 ล้านบาท

ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมกว่า 800 ล้านบาท

ขณะที่ปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 1,200 ล้านบาท

คุณอักษร กล่าวว่า แม้การบริหารลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ระดับโลกจะทำให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่โมเดลธุรกิจดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เนื่องจากต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของ IP อีกทั้งการต่อยอดธุรกิจยังต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเจ้าของลิขสิทธิ์

ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงตัดสินใจสร้างคาแรกเตอร์ของตัวเองเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ “ตุ๊ตา (Tuta)” โดยใช้เวลากว่า 1 ปี ในการพัฒนาแนวคิด ออกแบบรูปลักษณ์ และสร้างเรื่องราวของตัวละคร เพื่อให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่บริษัทเป็นเจ้าของ สามารถต่อยอดไปสู่สินค้า คอนเทนต์ และความร่วมมือกับพันธมิตรในอนาคตได้อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับ “ตุ๊ตา” ถูกวางให้เป็นเด็กสาวจากดาว TT195 ที่ตกมายังโลก มีบุคลิกกวน ๆ ขี้เล่น และใช้ชีวิตแบบ Gen Z โดยบริษัทตั้งใจให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครผ่านเรื่องราวและคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย มากกว่าการเป็นเพียงตุ๊กตาสำหรับสะสม

คุณอักษร กล่าวว่า ในระยะต่อไป บริษัทเตรียมต่อยอด “ตุ๊ตา” ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งแฟชั่น อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงธุรกิจด้าน Experience พร้อมตั้งเป้าผลักดันให้คาแรกเตอร์สัญชาติไทยตัวนี้เป็นอีกหนึ่ง Soft Power ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจในระยะยาว

สำหรับการเปิดตัว “ตุ๊ตา (Tuta)” บริษัทได้จัดแคมเปญ “ตุ๊ตา วัยรุ่นเทสทอย in Songwat” พร้อมเปิดป๊อปอัพ Taste Toys Pharmacy ภายใต้แนวคิด “ร้านขายยาทางใจ” ที่ย่านทรงวาด โดยนำแรงบันดาลใจจากร้านยาจีนดั้งเดิมมาตีความใหม่ เพื่อถ่ายทอดบทบาทของคาแรกเตอร์ในฐานะสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมความสุขและเยียวยาจิตใจในชีวิตประจำวัน เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ตุลาคม 2569

เรื่องที่คุณอาจสนใจ