ชาวต่างชาติ ปีละ 1,000 คน บินมาไทยเพื่อผ่าตัดแปลงเพศ เคสละ 3 ล้านบาท

ชาวต่างชาติ ปีละ 1,000 คน บินมาไทยเพื่อผ่าตัดแปลงเพศ เคสละ 3 ล้านบาท

ชาวต่างชาติราว 1,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณวันละ 2-3 คน เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ 

แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่มากเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในแต่ละปี แต่ในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจ คนไข้กลุ่มนี้กลับเป็นหนึ่งในตลาดบริการทางการแพทย์ระดับพรีเมียมที่สร้างรายได้จำนวนไม่น้อยให้กับประเทศ

นพ. เบญทวิช สุรศาสตร์พิศาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์กับทาง Marketimes Asia ภายในงาน Thailand LGBTQI+ Biz Forum 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดย APCOM ว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของโลกสำหรับผู้ที่ต้องการผ่าตัดแปลงเพศ 

โดยมีคนไข้จากหลายประเทศเดินทางเข้ามารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผ่าตัด การดูแลฮอร์โมน และบริการทางการแพทย์เฉพาะทางสำหรับบุคคลข้ามเพศ

ปัจจัยสำคัญมาจากการที่ไทยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจำนวนมาก ได้รับการยอมรับในระดับสากล และมีมาตรฐานบริการระดับพรีเมียมในราคาที่คุ้มค่า ประกอบกับสังคมไทยที่มีความเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ

ทำให้ตอนนี้ชื่อของประเทศไทยถูกพูดถึงในลักษณะเดียวกับที่เกาหลีใต้ถูกจดจำในฐานะจุดหมายปลายทางด้านศัลยกรรมความงามระดับโลก

คนไข้ที่เดินทางเข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย จีน และเวียดนาม ขณะที่ตลาดจากตะวันออกกลางเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลฮอร์โมนและสุขภาพเฉพาะทางในระยะยาว

การผ่าตัดหนึ่งครั้งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จำนวนไม่น้อย

โดยเฉพาะการผ่าตัดข้ามเพศจากหญิงเป็นชายที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 2-3 ล้านบาทต่อครั้ง ส่วนการผ่าตัดจากชายเป็นหญิงมีมูลค่าประมาณ 600,000-1,000,000 บาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงแค่ค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการพักฟื้นในประเทศไทย

หลังการผ่าตัด คนไข้ส่วนใหญ่มักใช้เวลาอยู่ในไทยประมาณ 1 เดือน โดยสัปดาห์แรกพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และอีกประมาณ 3 สัปดาห์จะพักฟื้นในโรงแรม พร้อมเดินทางกลับมาตรวจติดตามอาการกับแพทย์เป็นระยะ

นั่นหมายความว่ารายได้ที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงพยาบาล แต่ยังไหลต่อไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตระหว่างพักฟื้น ยิ่งไปกว่านั้น คนไข้จำนวนมากไม่ได้เดินทางมาเพียงลำพัง แต่มีพาร์ทเนอร์หรือสมาชิกในครอบครัวร่วมเดินทางมาด้วย ทำให้การผ่าตัดหนึ่งเคสสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับหลายภาคส่วนในเวลาพร้อมกัน

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Premium Medical Hub ภายในปี 2570 ผ่านการยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์ การสนับสนุนงานวิจัย การเพิ่มจำนวนล่ามและบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับผู้ป่วยต่างชาติให้ครบวงจรมากขึ้น รวมถึงการพิจารณาเรื่องระยะเวลาวีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการพักฟื้นหลังการผ่าตัด

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่ได้มีไทยเป็นผู้เล่นเพียงรายเดียว

เวียดนามกำลังเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าจับตามอง แม้ว่ากฎหมายและบริบททางสังคมอาจยังไม่เปิดกว้างเท่ากับประเทศไทย แต่ตลาดกลับเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แพทย์เวียดนามจำนวนหนึ่งเริ่มเดินทางไปศึกษาต่อเฉพาะทางในต่างประเทศ ก่อนกลับมาพัฒนาบริการภายในประเทศ พร้อมเสนอราคาที่ต่ำกว่าไทย ขณะที่อินเดียก็เป็นอีกประเทศที่มีศักยภาพเรื่องจำนวนบุคลากรทางการแพทย์

เวียดนามอาจดึงดูดคนไข้บางส่วนด้วยราคาที่ต่ำกว่าได้ แต่สำหรับคนไข้ที่มองหาบริการระดับพรีเมียม ประเทศไทยยังคงเป็นชื่อแรก ๆ ที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ

โดยเฉพาะด้านการผ่าตัดศัลยกรรมระบุเพศ ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยสั่งสมชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน สำหรับคนไข้จำนวนมาก การตัดสินใจเลือกสถานที่ผ่าตัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่ารักษาเพียงอย่างเดียว ความเชื่อมั่นในแพทย์ ประสบการณ์ของทีมรักษา และมาตรฐานการดูแล ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน

การที่คนไข้จากหลายประเทศยังคงเดินทางมาไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยยังสามารถรักษาความได้เปรียบในตลาดนี้เอาไว้ได้ แม้จะมีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นในภูมิภาคก็ตาม

#lgbt #ผ่าตัดแปลงเพศ #apcom #หมอเบญทวิช #บทความธุรกิจ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ