เมื่อพูดถึงปลาที่คนไทยนิยมรับประทานเพื่อสุขภาพ หลายคนอาจนึกถึงแซลมอนเป็นอันดับแรก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ซาบะ” กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้งสุขภาพ ความพรีเมียม และความคุ้มค่าไปพร้อมกัน
ข้อมูลจาก Norwegian Seafood Council ระบุว่า คนไทยบริโภคปลาซาบะรวมประมาณ 42,000 ตันต่อปี โดยในจำนวนนี้เป็นนอร์วีเจียนซาบะราว 8,200 ตัน สะท้อนว่าซาบะไม่ได้เป็นเพียงเมนูยอดนิยมในร้านอาหารญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นวัตถุดิบที่พบได้บ่อยขึ้นในครัวเรือนของคนไทย
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นตลาดนอร์วีเจียนซาบะอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากจีน และแซงหน้าญี่ปุ่นได้ในปีนี้ ขณะที่มูลค่าตลาดนอร์วีเจียนซาบะในไทยอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ซาบะได้รับความนิยมมากขึ้น คือการเป็นปลาที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย หากเทียบกับแซลมอน ซาบะมีราคาต่ำกว่าประมาณเท่าตัว แต่ยังอุดมไปด้วยโอเมก้า-3 โปรตีน วิตามินบี 12 วิตามินดี และไอโอดีน จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ซูเปอร์ฟู้ดระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้”
ดร.ฐนิต วินิจจะกูล นักกำหนดอาหารจากมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า โปรตีนจากอาหารทะเลถือเป็นโปรตีนคุณภาพสูง และมีงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่าการรับประทานปลาเป็นประจำมีส่วนช่วยทั้งด้านพัฒนาการของสมองในเด็กและสุขภาพหัวใจในผู้ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งของวิตามินดี ซึ่งคนไทยจำนวนไม่น้อยยังได้รับไม่เพียงพอ
อีกปัจจัยที่ช่วยผลักดันความนิยมของซาบะ คือความหลากหลายในการนำไปประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นซาบะย่างเกลือ ซาบะย่างซีอิ๊ว ซาบะเทริยากิ ซาบะดอง หรือข้าวหน้าปลาซาบะ ซึ่งพบได้ทั้งในร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ และซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
คล้ายกับที่แซลมอนเคยได้รับความนิยมจากการถูกนำไปต่อยอดเป็นเมนูที่หลากหลาย ซาบะก็เริ่มเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นเช่นกัน เมื่อผู้คนพบเห็นและรับประทานได้ในหลายโอกาส ความคุ้นเคยและความต้องการบริโภคจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับทั้งสุขภาพ คุณภาพ และความคุ้มค่ามากขึ้น ซาบะจึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ครบในจานเดียว และเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดซาบะในประเทศไทยยังเติบโตต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา



